Members Login
Username 
 
Password 
    Remember Me  
Post Info TOPIC: รัชกาลที่ ๕ กับการเสด็จอินเดีย


Senior Member

Status: Offline
Posts: 379
Date:
รัชกาลที่ ๕ กับการเสด็จอินเดีย
Permalink   



รัชกาลที่ ๕ กับการเสด็จอินเดีย พ.ศ. ๒๔๑๔ และความเข้าใจต่อการปฏิรูปแห่งรัชสมัย



โดย ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ    


นิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 25 ฉบับที่ 07


       พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงได้รับการถวาย "พระสมัญญานาม" มากมาย หนึ่งในนั้นก็คือ "พระมหากษัตริย์ผู้เปิดโลกแห่งการเดินทาง" หรือ The King Who Opened the World of Traveling

     ในช่วงรัชสมัยของพระองค์ ๔๒ ปีระหว่าง พ.ศ. ๒๔๑๑-๒๔๕๓ (ค.ศ. ๑๘๖๘-๑๙๑๐) ทรงได้เสด็จต่างประเทศเป็นระยะทางไกลแสนไกล อย่างชนิดที่ไม่เคยมีพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์ใดได้ทรงกระทำมาก่อน การเสด็จพระราชดำเนินดังกล่าว มีทั้งที่เป็นเรื่องของวิเทโศบายและการศึกษาเล่าเรียนสำหรับพระราชอาณาจักร และในบางกรณีก็เป็นเรื่องของการส่วนพระองค์ หรือที่เรียกในสมัยนั้นว่า "ไปรเวต"

     รัชกาลที่ ๕ เสด็จต่างประเทศรวมทั้งสิ้น ๘ ครั้ง [ทั้งนี้โดยการนับรวมการเสด็จรัฐมลายูทางเหนือ คือกลันตัน และตรังกานู (รวมทั้งปัตตานี) ในสมัยที่ยังเป็นรัฐบรรณาการของสยามอยู่ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๑ หรือ ค.ศ. ๑๘๘๘ และนับรวมการเสด็จเยือนปักษ์ใต้แถบระนอง พังงา ตรัง ภูเก็ต เลยข้ามไปยังลังกาวี ปีนัง และเคดะห์ ระหว่าง ๑๖ เมษายน ถึง ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๓๓ หรือ ค.ศ. ๑๘๙๐ ด้วย] คือ

   ๑. ๒๔๑๔/๑๘๗๑ เสด็จสิงคโปร์และชวาอย่างเป็นทางการ รวมระยะเวลา ๓๘ วัน ระหว่างวันที่ ๙ มีนาคม ถึง ๑๕ เมษายน มีผู้ติดตามทั้งสิ้น ๒๐๘ คน

   ๒. ๒๔๑๔/๑๘๗๑-๑๘๗๒ เสด็จอินเดียอย่างเป็นทางการ ขาไปผ่านและแวะสิงคโปร์ มะละกา ปีนัง มะละแหม่ง ย่างกุ้ง ขากลับผ่านภูเก็ต ไทรบุรี หาดใหญ่ สงขลา รวม ๙๒ วัน มีผู้ติดตาม ๔๐ คน

   ๓. ๒๔๓๑/๑๘๘๘ เสด็จปีนังและมลายูของอังกฤษ ในคราวเดียวกับการเสด็จกลันตัน ตรังกานู (รวมทั้งปัตตานี) ในสมัยที่ยังเป็นรัฐบรรณาการของสยามอยู่

   ๔. ๒๔๓๓/๑๘๙๐ เสด็จเกาะลังกาวี ปีนัง รวมทั้งเคดะห์ (ไทรบุรี) และปักษ์ใต้แถบระนอง พังงา ตรัง ภูเก็ต

   ๕. ๒๔๓๙/๑๘๙๖ เสด็จสิงคโปร์และชวาครั้งที่สองเป็นการส่วนพระองค์ ๙ พฤษภาคม ถึง ๒๘ สิงหาคม รวม ๓ เดือนกับ ๑๙ วัน สำหรับเที่ยวนี้มีนักวิชาการกล่าวสรุปว่าเป็นการเตรียมตัวซ้อมใหญ่ของการที่จะไปยุโรปในปีถัดไป

   ๖. ๒๔๔๐/๑๘๙๗ เสด็จยุโรปครั้งแรกอย่างเป็นทางการ ๙ เดือน

   ๗. ๒๔๔๔/๑๙๐๑ เสด็จชวาเป็นครั้งที่สามเป็นการส่วนพระองค์ ๘๐ วัน

   ๘. ๒๔๕๐/๑๙๐๗ เสด็จยุโรปเป็นการส่วนพระองค์ เป็นครั้งที่สองและครั้งสุดท้าย และมีพระราชนิพนธ์ "ไกลบ้าน" ระหว่างวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๔๔๙ และเสด็จกลับเมื่อ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๔๕๐ รวมเวลาเกือบ ๘ เดือน



-- Edited by Bollywood2Thai at 14:40, 2005-03-31

-- Edited by Bollywood2Thai at 14:42, 2005-03-31

__________________


Senior Member

Status: Offline
Posts: 379
Date:
Permalink   

โดยทั่วไปในการศึกษาประวัติศาสตร์ไทยสมัยรัชกาลที่ ๕ นั้น มักจะเน้นอยู่ ๒ ประการ คือ

๑. การเสด็จยุโรปทั้งสองครั้ง ในปี พ.ศ. ๒๔๔๐ (ค.ศ. ๑๘๙๗) และ พ.ศ. ๒๔๕๐ (ค.ศ. ๑๙๐๗)

๒. การเสด็จดังกล่าวนำมาซึ่งการปฏิรูปประเทศให้ทันสมัยกลายเป็น "รัฐชาติ" (nation-state) ที่ทันสมัยอย่างในปัจจุบัน (แม้ว่าในรัชสมัยของพระองค์ นามของประเทศคือสยาม หรือ Siam หาใช่ประเทศไทย หรือ Thailand ไม่ และธงของประเทศคือช้างเผือกบนพื้นแดง หาใช่ธงไตรรงค์ไม่ก็ตาม) และที่สำคัญคือตีความว่าการเสด็จยุโรปดังกล่าวเป็นวิเทโศบายที่ทำให้สยามรอดพ้นจากการตกเป็น "อาณานิคม" เมืองขึ้นของฝรั่ง มีการยกตัวอย่างพระรูปที่ทรงฉายร่วมกับพระเจ้าซาร์แห่งรัสเซียมาเป็นข้อสนับสนุน เป็นต้น

สมมุติฐานและข้อสรุปดังกล่าวทั้งสองอาจจะถูกต้องในบางระดับ แต่หากจะศึกษาจากประวัติศาสตร์อย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว เราอาจจะได้ข้อสรุปใหม่ดังนี้ คือ

๑. การเสด็จต่างประเทศในสมัยต้นรัชกาลเมื่อยังเป็นยุวกษัตริย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเสด็จเมืองขึ้นของอังกฤษ คือสิงคโปร์ (และชวาของฮอลันดา) พ.ศ. ๒๔๑๓ (นับแบบปฏิทินเก่า) และการเสด็จอินเดีย (กับพม่า) ในปี พ.ศ. ๒๔๑๔ มีความสำคัญยิ่งยวดต่อการ "ปฏิรูป" และนโยบายของราชสำนักสยามในสมัยรัชกาลที่ ๕ และต่อๆ มาในสมัยรัชกาลที่ ๖ และ ๗ (จนถึงก่อนการปฏิวัติ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕)

๒. การปฏิรูปดังกล่าวในสมัยรัชกาลที่ ๕ ทำให้สยามได้กลายเป็น "รัฐราชวงศ์" หรือ dynastic state ที่มีการ "โยงอำนาจเข้าศูนย์กลางที่องค์พระมหากษัตริย์" กลายเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือ absolutism มากกว่าการเป็น "รัฐชาติหรือรัฐประชาชาติ" อันเป็นรูปแบบของรัฐสมัยใหม่ นับแต่การปฏิวัติประชาธิปไตยของการปฏิวัติอเมริกัน ๑๗๗๖ (พ.ศ. ๒๓๑๙ ตรงกับสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี-ตากสิน) หรือการปฏิวัติฝรั่งเศส ๑๗๘๙ (พ.ศ. ๒๓๓๒ ตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๑ กรุงรัตนโกสินทร์)

กล่าวย้อนกลับไปก็คือ หนังสือประวัติศาสตร์หรือตำราเรียนที่เกี่ยวกับเรื่องการเสด็จต่างประเทศของรัชกาลที่ ๕ มักจะเน้นเรื่องของการเสด็จยุโรปทั้ง ๒ ครั้ง คือ พ.ศ. ๒๔๔๐ และ พ.ศ. ๒๔๕๐ เมื่อพระองค์มีพระชนมายุได้ ๔๔ พรรษา และ ๕๔ พรรษาตามลำดับ และโดยทั่วไปอีกเช่นกัน การศึกษาประวัติศาสตร์ว่าด้วยการปฏิรูปในสมัยรัชกาลที่ ๕ นั้น มักจะเน้นให้ความสำคัญกับการที่ได้เสด็จไปเห็นแบบอย่างของ "นานาอารยประเทศ" ในยุโรป และทรงนำมาดัดแปลงใช้ในสยามประเทศ

อย่างไรก็ตามน่าเชื่อว่าการเสด็จเยือนอาณานิคมของอังกฤษและฮอลันดารอบๆ สยาม เมื่อมีพระชนมายุได้เพียง ๑๘ และ ๑๙ พรรษาตามลำดับ และการที่ได้ทรงพบเห็นและเรียนรู้จากประสบการณ์ทั้งสองครั้งนั้น น่าจะมีผลต่อการดำเนินงานด้านการปฏิรูปของประเทศอย่างมาก เท่าๆ กับกรณีของยุโรปหรือมากกว่าด้วยซ้ำไป

สรุปแล้ว เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์สมัยต้นรัชกาลเมื่อยังเป็นยุวกษัตริย์ ระหว่างพระชนมายุ ๑๕-๒๐ พรรษา อันเป็นช่วงที่ยังไม่ทรงบรรลุนิติภาวะ และยังต้องมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และก็ได้เสด็จต่างประเทศเป็นครั้งแรกๆ คือไปสิงคโปร์และชวาในปี พ.ศ. ๒๔๑๓ (นับแบบปฏิทินเก่า) รวม ๓๘ วัน ตอนนั้นมีพระชนมายุได้เพียง ๑๘ พรรษา

และต่อมาในระยะเวลาใกล้เคียงกัน ก็เสด็จอินเดีย (และพม่า พร้อมทั้งแวะที่มะละกาและปีนังด้วย) ในปี พ.ศ. ๒๔๑๔ หรือ ค.ศ. ๑๘๗๑-๑๘๗๒ (๑๖ ธันวาคม ๑๘๗๑ ถึง ๑๖ มีนาคม ๑๘๗๒) ตอนนี้ทรงมีพระชนมายุได้เพียง ๑๙ พรรษาเท่านั้นเอง นี่น่าจะเป็นประเด็นที่ต้องศึกษาค้นคว้ากันอีกมาก และยังไม่มีพอในภาษาไทยของเราที่จะทำให้เราตีความทางประวัติศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นและสมควรตั้งข้อสังเกตทางวิชาการไว้ คือหลังการเสด็จรอบๆ และใกล้ๆ บ้านในสยามทั้งสองครั้งนี้แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่สองเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๖ (ค.ศ. ๑๘๗๓) เมื่อมีพระชนมายุได้ ๒๐ พรรษา รัชกาลที่ ๕ และบรรดาพระเจ้าน้องยาเธอตลอดจนขุนนางรุ่นเยาว์ แต่ถือได้ว่าเป็น "คนรุ่นใหม่" เป็น "สยามหนุ่ม" หรือ Young Siam นั้น ได้เริ่มกระบวนการ "ปฏิรูป" และหรือขบวนการทันสมัย (modernization) อย่างรวดเร็วและฉับพลัน ไม่ว่าจะเป็นการจัดเรื่องของการเก็บภาษีอากรแบบใหม่ เช่นในกรณีของการจัดตั้ง "หอรัษฎากรพิพัฒน์" (Auditing Office หรือที่จะกลายมาเป็นกระทรวงการคลังแบบสมัยใหม่ในภายหลัง) การจัดองค์กรใหม่ๆ ทางด้านการเมืองและการปกครอง เช่น "เคาน์ซิลออฟสเตด" และ "ปรีวีเคาน์ซิล" การเลิกประเพณีและธรรมเนียมต่างๆ ที่ถือได้ว่า "โบราณ" และ "ล้าสมัย" เช่น การเลิกหมอบคลานในการเข้าเฝ้า การเริ่มต้นการเลิกทาส ฯลฯ

Young Siam ของสยามในสมัยนี้นั้น จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับ "ขบวนการชาตินิยม" อย่างแบบของ Young Bengal ที่ปรากฏในกัลกัตตาสมัยนั้นหรือไม่และอย่างไร เป็นเรื่องที่คงต้องศึกษาค้นคว้ากันต่อไป (ดูบทที่ ๙ ของหนังสือของ ศ. สหาย)

มาตรการของการ "ปฏิรูป" ในยุคแรกนี้ หมายถึงการ "โยงอำนาจเข้าศูนย์กลาง" ที่องค์พระมหากษัตริย์อย่างไม่เคยมีมาก่อนดังที่ตั้งข้อสังเกตไว้แล้วเบื้องต้น และก็กลายเป็นการตัดอำนาจเดิมของขุนนางเก่าและ "วังหน้า" หรือกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ หรืออุปราช ซึ่งเป็นโอรสของสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ (ที่ถูกมองว่าเป็น "หัวโบราณ") อันทำให้การปฏิรูประยะแรกนี้ได้รับการต่อต้านอย่างรุนแรง ถึงกับระเบิดออกมาเป็นสิ่งที่เรียกว่า "วิกฤตการณ์วังหน้า" เกือบเป็นสงครามกลางเมืองระหว่าง "วังหลวง" กับ "วังหน้า" เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๗-๒๔๑๘ (ค.ศ. ๑๘๗๔-๑๘๗๕)

นับว่าเป็นโชคดีของสยามอย่างยิ่ง ที่ในด้านหนึ่งมหาอำนาจในขณะนั้น คืออังกฤษและฝรั่งเศสถือว่าวิกฤตการณ์ครั้งนั้นเป็นเรื่องการเมืองภายในของสยาม และในที่สุดผู้นำของสยามเอง ไม่ว่าจะเป็นวังหลวงหรือวังหน้า หรือบรรดาขุนนางผู้ทรงอำนาจต่างก็ตกลงข้อขัดแย้งกันได้

การปฏิรูปของรัชกาลที่ ๕ ต้องชะลอไปอีกประมาณกว่าหนึ่งทศวรรษ จะมาเริ่มต้นใหม่อีกก็ในช่วงของปลายทศวรรษ ๒๔๒๐ ต่อ ๒๔๓๐ ส่วนการเสด็จพระราชดำเนินไปต่างประเทศก็หยุดลงเช่นกัน จะเสด็จอีกครั้งก็คือการไปชวาเป็นครั้งที่สองเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๙ (ค.ศ. ๑๘๙๖) ซึ่งห่างจากการเสด็จอินเดีย (และพม่า) ถึง ๒๔ ปี ก่อนที่เสด็จยุโรปเป็นครั้งแรกในปีถัดมา คือ พ.ศ. ๒๔๔๐ (ค.ศ. ๑๘๙๗)

ดังนั้นเมื่อพิจารณาโดยละเอียดและจากการเทียบปีศักราชแล้ว จะเห็นได้ว่าการเสด็จยุโรปทั้งครั้งแรก พ.ศ. ๒๔๔๐ (ที่ทรงฉายพระรูปร่วมกับพระเจ้าซาร์นิโคลาส) และครั้งหลัง พ.ศ. ๒๔๕๐ นั้น เป็นปีศักราชและระยะเวลาของเหตุการณ์หลังการปฏิรูปครั้งสำคัญๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูประบบราชการส่วนกลาง คือตั้งกระทรวงทบวงกรมเมื่อปี ๒๔๓๕ (ค.ศ. ๑๘๙๒) หลังจากการปฏิรูปการปกครองส่วนภูมิภาคที่มีการตั้ง "มณฑลเทศาภิบาล" แล้วตั้งหลายปี และก็ภายหลัง "การเสียดินแดน" เมื่อเหตุการณ์พิพาทกับฝรั่งเศส ร.ศ. ๑๑๒ (พ.ศ. ๒๔๓๖ ที่ฝรั่งเรียกว่า Paknam Incident 1893 ที่เสียดินแดนลาวด้านฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง และยังถูกยึดเมืองจันทบุรีและตราดไว้เป็นประกันอีกถึงกว่า ๑๐ ปี)

และที่สำคัญก็คือการเสด็จยุโรปครั้งแรก พ.ศ. ๒๔๔๐ นั้น ก็เป็นเหตุการณ์ภายหลังการลงนามในสนธิสัญญาระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศสในปี พ.ศ. ๒๔๓๙ ประกันความเป็นกลางของดินแดนตอนกลางคือลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาของสยาม (1896 Anglo-French Agreement) ที่มีส่วนช่วยให้ดินแดนของสยามส่วนใหญ่ (ที่จะกลายมาเป็นรูปขวานทอง หรือ "สุวรรณภูมิ" อย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน) มีอธิปไตยอยู่ได้ จะหลุดหรือ "เสีย" ไปเป็นของฝรั่งเศส คือลาว กับเสียมเรียบและพระตะบอง (ที่ใช้แลกเอาจันทบุรีและตราดคืนมา) กับหลุดไปเป็นของอังกฤษในตอนปลายรัชกาลที่ ๕ ก็คือรัฐมลายูทางเหนือ เช่น เคดะห์ (ไทรบุรี) กลันตัน ตรังกานู และปะลิส เพื่อใช้แลกกับสิทธิทางการศาลของสยาม

กล่าวโดยย่อ การเสด็จต่างแดนรอบๆ บ้านสยามในอาณานิคมของฮอลันดาและอังกฤษ คือสิงคโปร์ (ชวา พม่า) และอินเดีย มีความสำคัญยิ่งยวด และจะทำให้เราเข้าใจประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของไทยสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้ดีกว่าและมากกว่าด้วยซ้ำไป

รูปแบบของการปกครองของเจ้าอาณานิคมเป็นสิ่งที่รัชกาลที่ ๕ รวมทั้งเจ้าและขุนนางสยามให้ความสนใจ ต้องการเรียนรู้และลอกเลียน เพราะเป็นเรื่องที่เห็นชัดใกล้ตัว มีผลกระทบต่อบ้านเมืองของสยามโดยตรง ก่อนที่ชนชั้นนำไทยจะเดินทางไปไกลถึงศูนย์กลางของมหาอำนาจใหม่อย่างที่ ณ กรุงลอนดอน กรุงปารีส กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก หรือบางเมืองหลวงของประเทศในยุโรปในอีกสองสามทศวรรษต่อมาจากต้นสมัยรัชกาลที่ ๕

และนี่ก็เป็นที่มาของความพยายามของเราที่จะศึกษา "รัชกาลที่ ๕ กับเพื่อนบ้านในอุษาคเนย์และชมพูทวีป" และศึกษาประวัติศาสตร์อย่างเป็นวิชาการ (มากกว่าเป็นเรื่องของความเชื่อหรืออุดมการณ์ หรือนิทานเล่าสู่กันฟัง) ตลอดจนการแปลหนังสือเล่มนี้ India in 1872 : As Seen by the Siamese ของศาสตราจารย์สาคชิดอนันท สหาย (Sachchidanand Sahai) แห่งมหาวิทยาลัยมคธ เมืองโพธิคยา รัฐพิหาร ทั้งนี้เนื่องในโอกาส ๑๕๐ ปีของพระราชสมภพของรัชกาลที่ ๕ พ.ศ. ๒๕๔๖ และการที่พระองค์ท่านได้รับการยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกโดยองค์การสหประชาชาติ



__________________


Senior Member

Status: Offline
Posts: 379
Date:
Permalink   

รัชกาลที่ ๕ ยุวกษัตริย์

กับการเสด็จต่างประเทศ

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์ ทรงพระราชสมภพเมื่อวันอังคารที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๓๙๖ (ค.ศ. ๑๘๕๓) ต่อมาเมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๑๑ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต ได้มีการประชุมระหว่างพระราชวงศานุวงศ์ ๗ พระองค์ และขุนนางผู้ใหญ่ ๒๐ คน โดยมีพระสงฆ์ ๒๕ รูปร่วม โดยมีเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ เสนาบดีสมุหพระกลาโหมเป็นประธาน ที่ประชุมเห็นสมควรให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมขุนพินิตประชานาถ เป็นพระมหากษัตริย์สืบไป แต่เนื่องจากยังทรงพระเยาว์เพียง ๑๕ พรรษา จึงให้เจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ "ว่าราชการแผ่นดินไปกว่าจะทรงผนวชพระ" หรือพระชนมายุครบ ๒๐ พรรษาในปี พ.ศ. ๒๔๑๖

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระอัครมเหสี เจ้าจอมมารดา และเจ้าจอม ๑๕๓ พระองค์ มีพระราชโอรสและพระราชธิดา ๗๗ พระองค์ รัชกาลที่ ๕ เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ พระชนมายุ ๕๘ พรรษา เสวยราชสมบัติรวม ๔๒ ปี

ในช่วงสมัยของยุวกษัตริย์ ภายหลังการราชาภิเษกครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๑ (ค.ศ. ๑๘๖๘) รัชกาลที่ ๕ ได้เสด็จต่างประเทศเป็นครั้งแรก และถ้าหากจะใช้ภาษาของสมัยปัจจุบัน ก็อาจจะเรียกได้ว่าเป็นการ "ศึกษาและดูงาน" ทั้งนี้เพราะแสนยานุภาพและการปรากฏตัวของฝรั่งพร้อมด้วย "ลัทธิอาณานิคมล่าเมืองขึ้น" กำลังดำเนินไปอย่างสุดยอด ยุคสมัยของรัชกาลที่ ๔ ต่อด้วยรัชกาลที่ ๕ เป็น height of colonialism and imperialism และอิทธิพลทางวัฒนธรรมที่เกือบไม่มีประเทศไหนจะรอดเงื้อมมือไปได้

แม้สยามโดยการนำของพระมหากษัตริย์และขุนนางที่ชาญฉลาด จะพาประเทศรอดพ้นการเป็นอาณานิคมทางการเมืองมาได้ก็ตาม แต่สยามก็ต้องสูญเสียอธิปไตยทางเศรษฐกิจ และต้องรับนับถือวัฒนธรรมและระเบียบสังคมใหม่ของโลกตะวันตกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตไทย (อย่างน้อยก็ในระดับของสังคมชั้นสูงของเจ้านาย)

กล่าวโดยย่อ สิงคโปร์และกัลกัตตา (ต่อมาคือนิวเดลี) คือศูนย์กลางของอำนาจใหม่ที่เข้ามาแทนที่ทั้งจีนและอินเดีย ที่เคยเป็นบ่อเกิดแห่งอารยธรรมของอุษาคเนย์ตลอดจนของไทยไปโดยปริยาย ไม่น่าสงสัยเลยว่าการเสด็จพระราชดำเนินครั้งแรกจึงต้องเป็นสิงคโปร์ (โดยมีชวาต่อพ่วงท้ายหน่อยหนึ่ง) และครั้งที่สองคืออินเดีย (โดยมีพม่าต่อพ่วงท้ายอีกนิดหนึ่ง) ในกรณีของสิงคโปร์และชวา คือปี พ.ศ. ๒๔๑๓ ถ้านับแบบปฏิทินเก่า (แต่จะตรงกับปฏิทินใหม่ของฝรั่ง คือมีนาคม ๑๘๗๑ รวมการเดินทางทั้งสิ้นถึง ๓๘ วัน และประทับที่สิงคโปร์นานถึง ๙ วัน แต่ในชวาเสด็จเพียงแค่เมืองปัตตาเวีย (จาการ์ตา ๕ วัน และสมารังอีก ๓ วัน)

การเสด็จครั้งแรกนี้หาได้ไปถึงเมืองยกยาและโซโลราชสำนักเก่าไม่ เมื่อเสด็จครั้งนี้มีพระชนมายุได้เพียง ๑๘ พรรษาเท่านั้น และอีก ๘ เดือนต่อมาในปีเดียวกันนั้นก็เสด็จอินเดีย (และพม่าซึ่งอังกฤษปกครองในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของการปกครองของตนในอินเดีย) ในปี พ.ศ. ๒๔๑๔ หรือ ค.ศ. ๑๘๗๑-๑๘๗๒ (๑๖ ธันวาคม ๑๘๗๑ ถึง ๑๖ มีนาคม ๑๘๗๒) ขณะที่เสด็จครั้งนี้มีพระชนมายุได้ ๑๙ พรรษา

นับว่าการเสด็จทั้งสองครั้งนี้ยังทรงพระเยาว์มาก และสำหรับการเสด็จครั้งที่สองไปอินเดียและพม่านั้น ใช้เวลาเดินทางทั้งสิ้น ๙๒ วัน ใช้เวลาในพม่าเพียง ๔ วัน ในอินเดียนั้นอยู่ทั้งหมดถึง ๔๗ วัน เสด็จเข้ายังอ่าวเมืองกัลกัตตา แล้วเดินทางโดยรถไฟไปเดลี บอมเบย์ พาราณสี และสารนาถ (แต่มิได้เสด็จเมืองพุทธคยา ซึ่งตอนนั้นยังมิได้รับการขุดค้นและบูรณะทางโบราณคดี) การเดินทางส่วนใหญ่ในอินเดียใช้รถไฟอย่างชนิดที่อาจจะไม่มีพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์ใดหรือแม้แต่คนไทยโดยทั่วไปจะเคยทำมาก่อน หรือแม้จะมาในยุคสมัยหลังของการท่องเที่ยวแบบผจญภัยหรือแบบวัฒนธรรมก็ตาม สิ่งที่ยุวกษัตริย์ได้พบเห็นและสำคัญสมควรแก่การเกริ่นนำไว้ ณ ที่นี้ ก็คือการซ้อมรบใหญ่ของอังกฤษ ที่ทำให้เห็นถึงแสนยานุภาพของมหาอำนาจโลกครั้งนี้ (บทที่ ๖ ของหนังสือของ ศ. สหาย) และการแวะสถานที่ทางประวัติศาสตร์ "บ่อน้ำสังหาร" ของ "กบฏอินเดีย" Indian Mutiny 1857 ที่เมืองลัคเนา (บทที่ ๗)



__________________


Senior Member

Status: Offline
Posts: 379
Date:
Permalink   

อินเดียที่ทอดพระเนตรเห็นมา

อินเดียที่รัชกาลที่ ๕ ยุวกษัตริย์ทรงไปพบเห็นนั้น เป็นอินเดียที่เป็นที่สุดของอู่อารยธรรมเก่า ที่ตกอยู่ภายใต้การปกครองลัทธิอาณานิคมของ "บริติชราช" อันเป็นยุคสมัยที่อังกฤษกลายเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก เป็น "จักรวรรดิ" (empire) ที่พระอาทิตย์ไม่ตกดิน (หมายถึงมีดินแดนอาณานิคมเมืองขึ้นอยู่รอบโลก) นี่เป็นยุคสมัยแห่ง Pax Britanica แห่งช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ จนกระทั่งถึงสงครามโลกครั้งที่ ๑ และก็ไม่เคยมีมหาจักรวรรดิใดเรืองอำนาจได้เท่านี้

แม้ว่าบางท่านจะกล่าวถึง Pax Romana หรือจักรวรรดิโรมัน (หรือแม้แต่จักรวรรดิของจักรพรรดิเจ็งกีสข่านก็ตาม) แต่อำนาจนั้นของโรมก็จำกัดอยู่เพียงในยุโรปและแอฟริกาเหนือเท่านั้นเอง อาจกล่าวได้ว่า จะมี "จักรวรรดิ" ที่ทรงอำนาจได้เท่ากับของอังกฤษ ก็คือ "จักรวรรดิอเมริกัน" หรือ Pax Americana ในปัจจุบัน (ที่ก้าวถึงจุดสุดยอดในปลายทศวรรษ 1980s และกำลังเริ่มเสื่อมสลายภายหลังการรุกรานอัฟกานิสถานและอิรักในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๑ นี้เอง)

จากหนังสือ The Cambridge Illustrated History of the British Empire บรรณาธิการโดย P.J. Marshall (๑๙๙๖, ๑๙๙๙) โดยเฉพาะจากบทที่ ๒ ว่าด้วย 1783-1870 : An Expanding Empire นั้น บรรยายให้เห็นภาพของอินเดียและ "บริติชราช" ที่รัชกาลที่ ๕ ของเราได้ทรงพบเห็นเมื่อคราวเสด็จในปี ๑๘๗๒

ดังที่กล่าวแล้วข้างต้นว่ายุคสมัยจากปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๘ (ประมาณเวลาเดียวกับการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๓๑๐) จนกระทั่งครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ คือตลอดรัชสมัยของรัชกาลที่ ๔ และที่ ๕ เรื่อยมาจนถึงสงครามโลกครั้งที่ ๑ คือตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๖ เป็นระยะเวลาประมาณ ๑๕๐ ปี หรือคนประมาณ ๖ ชั่วโคตรนั้น เป็นยุคทองของ Pax Britanica

ว่ากันว่าสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความเป็น "เจ้าโลก" ของอังกฤษ ก็คือการที่เส้นแวงของเขตเมืองเล็กๆ ที่มีชื่อว่า Greenwich ของกรุงลอนดอนที่แทบไม่มีความสำคัญและไม่มีใครรู้จัก และก็มีหอดูดาวอยู่ที่นั่น ได้กลายเป็นจุด "มาตรฐาน" ในการกำหนดเวลา (และการเดินทางของดวงอาทิตย์และนาฬิกา) ของโลก (หรือที่เรียกกันว่า Greenwich mean time เวลานี้ช้ากว่าเวลาในประเทศไทย ๗ ชั่วโมง)

แต่สิ่งที่เห็นเด่นชัดก็คือแสนยานุภาพทางอาวุธและการทหารของอังกฤษ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ราชนาวี" หรือกองทัพเรือที่ไม่มีประเทศไหนจะเทียมทาน ไม่ว่าจะในยุโรปหรืออเมริกา โดยไม่ต้องกล่าวถึงเอเชียและแอฟริกาเลย อังกฤษมีทหาร "แขก" ในอินเดียหรือที่เรียกกันทั่วไปว่า "ซีปอย" (sepoy คำนี้มีรากศัพท์มาจากคำโบราณภาษาเปอร์เซียและอูรดู แปลว่า "กองทัพ") เป็นกำลังสำคัญ พร้อมที่จะส่งไปปราบปรามยึดครองทำลายล้างที่ไหนก็ได้ ประมาณกันว่าในช่วงปีทศวรรษ 1820s ซึ่งอังกฤษจะขยายอิทธิพลจากอินเดียเข้ายึดครองพม่าตอนล่างนั้น อังกฤษมีกองทัพซีปอยติดอาวุธอย่างดีถึง ๒๐๐,๐๐๐ คน และมีทหารที่เป็นฝรั่ง ๔๐,๐๐๐ คน พอถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ เมื่ออังกฤษก้าวขึ้นสุดยอดของอำนาจ ก็มีทหารที่เป็นฝรั่งเพิ่มเป็น ๑๓๐,๐๐๐ ในจำนวนนี้ ๙๐,๐๐๐ ประจำอยู่ในอินเดีย อีก ๔๐,๐๐๐ อยู่ทั่วไปในอาณานิคมของอังกฤษ

ด้วยแสนยานุภาพที่สามารถควบคุมจากทะเลแดงจนจรดทะเลจีนเช่นนี้ ยุคสมัยนั้นคนอังกฤษก็สามารถอพยพไปตั้งหลักแหล่ง ทำมาค้าขายแสวงหากำไรทั่วโลก นักเดินทาง หมอสอนศาสนา "มิชชันนารี" ตระเวนกันเกลื่อน ว่าไปแล้ว "อังกฤษโพ้นทะเล" ก็แซง "จีนโพ้นทะเล" ขึ้นมาได้ก็ในยุคนี้แหละ



__________________


Senior Member

Status: Offline
Posts: 379
Date:
Permalink   

บริติชราช (British Raj)

อินเดียที่รัชกาลที่ ๕ ยุวกษัตริย์ทรงไปพบเห็นเป็นเวลา ๔๗ วันนั้น เป็นยุคสมัยของ "บริติชราช" (British Raj) ที่สืบมรดกดินแดนและอำนาจมาจาก East India Company ที่ถูกยุบยกเลิกไปในปี ๑๘๕๘ ภายหลังการมี "กบฏอินเดีย" ครั้งใหญ่ปี ๑๘๕๗ ทำให้มีการตั้งหน่วยงานราชการโดยเฉพาะ คือกระทรวงอินเดีย (Indian Office) ขึ้นมา มีรัฐมนตรีดูแลกำกับรับผิดชอบโดยตรงในกรุงลอนดอน ในขณะที่ในอินเดียเองก็มีตำแหน่ง "ข้าหลวงใหญ่" ซึ่งต่อมาได้รับยกย่องให้เป็น "อุปราช" หรือ vice-roy เป็นผู้ปกครองสูงสุด

อินเดียเป็นเสมือน "เพชรประดับมงกุฎ" หรือ jewel in the crown ของจักรวรรดิอังกฤษ ไม่เพียงแต่โคตรเพชร "โคอินูร์" ที่อังกฤษไปปล้นมาจากราชวงศ์โมกุลของอินเดีย และนำไปประดับมงกุฎครองราชย์ให้พระนางวิกตอเรียเท่านั้น (วิกตอเรียมีฐานะเป็นเพียง "พระราชินีนาถ" หรือ queen แห่งอังกฤษ แต่เมื่อได้อาณานิคมอินเดียมาครอง พระองค์ก็ได้รับการสถาปนาเป็น "จักรพรรดินี" หรือ empress)

อังกฤษใช้ระยะเวลานานมากกว่าจะยึดครองอินเดียได้ทั้งหมด จากการแข่งขันกับชาติฝรั่งอื่นๆ ด้วยกันทั้งในเอเชียและในอุษาคเนย์ แต่ต้องเพลี่ยงพล้ำให้กับฮอลันดาในหมู่เกาะอินโดนีเซีย อังกฤษก็หันไปให้ความสนใจและความสำคัญในการที่จะยึดครองอินเดียแทน (ก่อนที่จะย้อนกลับมาในอุษาคเนย์แถบสิงคโปร์ มลายู และพม่าภายหลัง) ในช่วงที่ตรงกับสมัยอยุธยานั้น อังกฤษเข้ายึดเมืองท่าหลักๆ ของอินเดียได้ ๓ เมือง คือ เชนไน (อังกฤษเรียกชื่อผิดว่ามัทราส) เป็นจุดแรกเมื่อปี ๑๖๓๙ (พ.ศ. ๒๑๘๒) แล้วก็เข้ายึดมุมไบ (อังกฤษเรียกผิดว่าบอมเบย์) เป็นจุดที่สองเมื่อปี ๑๖๖๑ (พ.ศ. ๒๒๐๔) และท้ายสุดคือกลกะตา (อังกฤษเรียกผิดว่ากัลกัตตา) เมื่อปี ๑๖๗๗ (พ.ศ. ๒๒๒๐)

จากหัวหาดเมืองท่าสามเหลี่ยม "เชนไน-มุมไบ-กลกะตา" นี้แหละ ที่อังกฤษค่อยๆ ขยายอิทธิพลเข้าสู่ศูนย์กลางอำนาจของอินเดียที่อยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดินทางแถบเหนือ อันเป็นราชสถานของราชวงศ์โมกุลแถบเมืองอักราและเดลี จากหัวหาดที่กลกะตา ตั้งแต่ปี ๑๗๖๕ หรือ พ.ศ. ๒๓๐๘ ที่ตรงกับสมัยปลายกรุงศรีอยุธยา

แล้วอังกฤษก็คืบคลานขยายขึ้นเหนือเข้าครอบคลุมเบงกอลทั้งหมด ขึ้นไปยังรัฐพิหาร แถบเมืองพาราณสีและอโยธยา (อุดธ์) ตีตลบขึ้นและเข้าไปอัสสัม เข้ายะไข่ วกลงใต้ยังพม่าตอนล่างแถบทวาย มะริด ตะนาวศรี

ครั้นถึงตอนตรงกับต้นรัตนโกสินทร์ก็ขยายเข้าสู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือถึงปัญจาบและแคชเมียร์ ดังนั้นกลกะตาหรือกัลกัตตาก็คือเมืองหลวงและฐานที่มั่นในการขยายดินแดนของอาณานิคมอังกฤษ ก่อนที่จะย้ายไปเดลีในปี ๑๙๑๑ ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๖ ดังนั้นก็ไม่น่าสงสัยอะไรที่เมื่อรัชกาลที่ ๕ เสด็จอินเดียนั้น เมืองแรกที่ท่านทรงเยือนก็คือกลกะตานั่นเอง

อินเดียกลายเป็นอาณานิคมที่สำคัญที่สุดของอังกฤษไป "บริติชราช" ที่ปกครองอินเดียนั้น ทำหน้าที่หลายอย่าง คือ

ก. เก็บภาษีอากร

ข. รักษากฎหมายและความสงบเรียบร้อย

ค. ตัดสินคดีความและดำเนินการด้านตุลาการ

ส่วนงานด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการศึกษา งานสาธารณะ เช่น การชลประทาน การคมนาคม การสร้างทางรถไฟ ถือได้ว่าเป็นประเด็นรองๆ ของนโยบายของอังกฤษในอาณานิคมอินเดีย กล่าวกันว่าในสมัยอังกฤษเรืองอำนาจและร่ำรวยจากอินเดียนี้นั้น อังกฤษไม่ค่อยได้ทำอะไรให้อินเดียเกิดการเปลี่ยนแปลงมากนัก แม้จะอ้างว่ามีนโยบายปฏิรูป แต่ก็มักจะปรากฏในแผ่นกระดาษ แม้ในเรื่องของการศึกษาที่ว่ากันว่าอังกฤษขึ้นชื่อลือชา แต่ก็มีเฉพาะคนในเขตเมืองมากเสียกว่าในชนบทอันยากไร้ ที่พอจะเห็นได้ชัดและได้รับการสรรเสริญ ก็คือการห้ามมิให้มีการเผาภริยาให้ตายตามสามีไป

คนอังกฤษในอินเดียนั้นเปรียบเสมือนเจ้าที่ดินใหญ่ (landlords) คนอังกฤษบางคนกลายเป็นเจ้าของที่ดินจำนวนมหาศาล (landed estate) คนอินเดียเองกลับกลายเป็นเสมือนผู้เช่าที่ดินเขาทำกิน (tenants) อินเดียกลายเป็นแหล่งรายได้จากการเก็บภาษีอากรของอังกฤษ ในขณะเดียวกันคนอินเดียจำนวนมหาศาลก็กลายเป็นลูกค้าที่ดีของอังกฤษ และก็เป็นกำลังผลิตให้อังกฤษไปด้วยในตัว อังกฤษได้ผลประโยชน์ทั้งขึ้นและล่อง

รัฐบาล "บริติชราช" มีอำนาจเบ็ดเสร็จ มีงบประมาณจากภาษีอากรมหาศาล มีข้าราชการที่ได้รับการคัดเลือกด้วยการผ่านระบบการสอบแข่งขันให้มารับราชการในอาณานิคม คนอังกฤษในยุคของ "จักรวรรดิ" ที่รัชกาลที่ ๕ ทรงพบเห็นโดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ข้าราชการอาณานิคม" นั้น มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง ทั้งในเรื่องความเหนือกว่าของค่านิยมและวัฒนธรรมของตนเอง หัวสูง ดูถูกดูแคลนชาติอื่น ทั้งยังเอารัดเอาเปรียบ มุ่งแต่แสวงหาผลประโยชน์ใส่ตนเป็นที่ตั้ง และที่น่าสนใจคือพยายาม "ส่งออก" หรือ export วัฒนธรรมความเชื่อเหล่านั้นให้กับผู้คนทั่วโลกอีกด้วย เหมือนกับวลีคุยเขื่องที่ว่า England is the way of the world

อังกฤษถือว่าตนเองคือ "ศิวิไลซ์" ที่ไทยเราจำต้องแปลงมาจากคำภาษาอังกฤษว่า civilized และว่านี่คือมาตรฐานสากล ถึงขนาดที่ว่ารัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงต้องคบหาสมาคมกับฝรั่ง ทรงต้องทำสนธิสัญญา "เบาริ่ง" ที่ไม่เสมอภาค สยามต้องเสียเปรียบเมื่อปี ๑๘๕๕ (พ.ศ. ๒๓๙๘) และทรงมีพระราชปรารภอย่างถ่อมพระองค์ไว้ว่าสยามยังเป็นเพียง "กึ่งศิวิไลซ์" และก็ทรงดำเนินการปฏิรูปที่ทั้ง "ลอกและเลียนแบบ" ฝรั่ง ซึ่งก็ได้รับการสืบทอดโดยรัชกาลที่ ๕ ในการ "เรียนรู้และลอกเลียนแบบ" โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากอังกฤษในดินแดนอาณานิคมทั้งในสิงคโปร์ พม่า และอินเดีย


__________________


Senior Member

Status: Offline
Posts: 379
Date:
Permalink   

การค้าเสรี การเดินเรือ และรถไฟ

อังกฤษในสมัยนี้ยึดมั่นและได้ผลประโยชน์มหาศาลจากทฤษฎีของ "การค้าเสรี" (free trade) ตามแบบฉบับของอดัม สมิธ ในตอนกลางของคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ นั้น อังกฤษเป็นผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคทางอุตสาหกรรมเพื่อส่งออกจำหน่ายเป็นรายใหญ่ที่สุดในโลก และอังกฤษก็เป็นตลาดกลางซื้อขายสินค้าจากเขตร้อนของโลกมากที่สุดเช่นกัน

พลังทางเศรษฐกิจของอังกฤษค้ำโลกทั้งโลก จนกระทั่งผู้นำอังกฤษเชื่ออย่างหยิ่งยโสว่า "การค้าเสรี ก็คือกฎของธรรมชาติอันยิ่งใหญ่" นี่เป็นเจตจำนงของพระผู้เป็นเจ้า และการค้าเสรีคือ "พระเยซูเจ้า" นั่นเอง นี่ก็คือประโยชน์สุขของมนุษยชาติภายใต้การนำของอังกฤษ การขัดขืนจำจะต้องได้รับการลงโทษอย่างสาสม ไม่ว่าจะเป็นกรณีของสงครามฝิ่น (ค.ศ. ๑๘๓๔-๑๘๔๒) หรือการถล่มเมืองคาโกชิมาในญี่ปุ่นปี ๑๘๖๓ ตลอดอาณาบริเวณใดก็ตามในโลกใบนี้ ที่กองทัพอังกฤษสามารถจะบุกทะลวงเข้าไป พร้อมที่จะใช้ความรุนแรงและความก้าวร้าวทั่วทุกมุมโลก

คงไม่เป็นที่น่าสงสัยใดๆ ที่จากข้อมูลข่าวสารที่ได้รับ จากสิ่งที่ประจักษ์ต่อพระเนตรของยุวกษัตริย์ในการซ้อมรบใหญ่ที่นิวเดลี การแวะชมสถานที่ทางประวัติศาสตร์ของ Indian Mutiny ที่จะทำให้ผู้นำของสยามครั้งกระนั้นตระหนักในการที่จะต้องโอนอ่อนผ่อนตาม และมีนโยบายเช่น "ต้นอ้อลู่ตามลม" ใช้การทูตและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แทนการใช้การทหารและกองทัพในการเผชิญภัย

ความเป็นเจ้าโลกของอังกฤษ และปรากฏการณ์ครั้งนี้ได้รับการขนานนามว่า "จักรวรรดินิยมการค้าเสรี" (imperialism of free trade) ที่มาพร้อมๆ กับการ "ปฏิวัติการขนส่งทางเรือ" (shipping revolution) และการสร้างรางและรถไฟ (railway development) โปรดสังเกตว่าการเสด็จของรัชกาลที่ ๕ ก็โดยเรือสมัยใหม่แบบของฝรั่ง และจะทรงทั้งเห็นและทรงโดยสารรถไฟของอังกฤษ อันเป็นของแปลกใหม่ทันสมัยที่ยังไม่มีให้เห็นในสยามประเทศ เสด็จพระราชดำเนินทางไกลจากกลกะตาไปเดลี จนกระทั่งมุมไบ เข้าใจกันว่าการเสด็จพระราชดำเนินโดยรถไฟในอินเดียครั้งนั้น คงใช้เวลาเดินทางโดยรถไฟรวมแล้วถึง ๒๐๐ ชั่วโมง

คงจำกันได้ว่าในบรรดาของขวัญบรรณาการจากพระนางเจ้าวิกตอเรียแด่รัชกาลที่ ๔ นั้น มีหุ่นรถไฟจำลองอยู่ด้วย (คล้ายๆ เป็นการประชาสัมพันธ์ให้สยามรับรู้ถึงประดิษฐกรรมและผลิตภัณฑ์ใหม่ของอังกฤษ ที่จะถูกส่งมาเป็นสินค้าขาออกในเวลาต่อมา) แต่กว่าประเทศสยามจะมีรถไฟสายแรกคือหัวลำโพงถึงปากน้ำ โดยเป็นสัมปทานของบริษัทเอกชนต่างชาติ ก็ต้องตกถึงปี ๒๔๓๖ (ปีเดียวกับวิกฤตการณ์เสียดินแดน ร.ศ. ๑๑๒) และกว่าจะมีรถไฟสายแรกของรัฐสยาม กรุงเทพฯ ถึงอยุธยา ก็ตกเป็นปี ๒๔๓๙ ซึ่งก็หมายความว่ารัชกาลที่ ๕ ยุวกษัตริย์ประทับรถไฟในอินเดียครั้งนั้น พ.ศ. ๒๔๑๔ หรือ ๒๐ กว่าปีก่อนมีในสยาม

ในเรื่องของรถไฟนั้น เป็นประดิษฐกรรมใหม่ของอังกฤษในตอนต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ ที่มาพร้อมกับการปฏิวัติอุตสาหกรรม จากความสำเร็จภายในประเทศรถไฟก็กลายเป็นสินค้าออก และเป็นเสมือน "ตัวแทน" ของจักรวรรดินิยมอังกฤษในดินแดนอาณานิคม บริษัท Thomas Brassey เมื่อรับงานก่อสร้างได้ผลดีภายในประเทศ ก็เริ่มขยายโครงการออกไปรับจ้างก่อสร้างในดินแดนโพ้นทะเล ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษดังกล่าว มีการสร้างทางรถไฟไปทั่ว ไม่ว่าจะเป็นยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย และอินเดีย

รถไฟได้เปิดการคมนาคมใหม่ ทำให้การขนถ่ายสินค้าจำนวนมากๆ เป็นไปได้โดยง่าย ฝ้ายและปอ ข้าวเจ้า ข้าวสาลีในดินแดนที่อยู่ลึกเข้าไปในอนุทวีปอินเดีย สามารถจะถูกขนถ่ายออกสู่เมืองท่าอย่างกัลกัตตาหรือบอมเบย์ ในขณะเดียวกันรถไฟก็มีผลกระทบทางการเมืองอย่างสูง ทำให้ศูนย์กลางของอำนาจอังกฤษแผ่ขยายครอบคลุมบุกทะลวงไปได้ทั่ว ชนบทหรือดินแดนที่อยู่ห่างไกลก็ไม่ไกลเกินไปกว่าที่จะใช้รถไฟนำกองทหารและตำรวจเข้าไปปราบปรามให้ยอมจำนน แน่นอนในทางกลับกัน คนอินเดียต่างเผ่าพันธุ์และภาษาก็สามารถเดินทางติดต่อกันได้ทั่วเกือบจะเป็นครั้งแรกๆ แขนขาของระบบจักรวรรดินิยมอังกฤษโดยรถไฟและเรือกลไฟเช่นนี้แหละ ที่ยุวกษัตริย์ของสยามได้ทรงพบเห็นในช่วงระยะ ๔๗ วันในชมพูทวีปที่ตกอยู่ภายใต้ "บริติชราช" และก็สร้างความบันดาลใจและสิ่งแปลกใหม่ขึ้นในสยาม (ใหม่) แต่บัดนั้นเป็นต้นมา



__________________


Senior Member

Status: Offline
Posts: 379
Date:
Permalink   

บทส่งท้าย

     ข้าพเจ้าพบกับ ศ. สหาย (Sachchidanand Sahai) ผู้ประพันธ์หนังสือ India in 1872 : As Seen by the Siamese หลายต่อหลายครั้ง ได้รับฟังคำปรารภของท่านเรื่องความสำคัญของการเสด็จเยือนอินเดียของรัชกาลที่ ๕ ได้ฟังการเสนอบทความเบื้องต้น เมื่อครั้งที่ท่านมาบรรยายที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ ท้ายที่สุดก็ได้รับหนังสือเล่มโตของท่านที่ใช้เวลาการค้นคว้าวิจัยถึง ๕ ปี ผ่านมาโดยคุณสุลักษณ์ ศิวรักษ์ ที่ยืนยันว่าสมควรได้รับการแปลเป็นภาษาไทย เพื่อขยายพรมแดนความรู้ด้านประวัติศาสตร์ของเรา

      อาจจะกล่าวได้ว่านี่คือหนังสือที่ดีที่สุดเกี่ยวกับการเสด็จต่างประเทศครั้งสำคัญ แม้แต่ในภาษาไทยเราเอง ก็หามีหนังสือเช่นนี้มาก่อนไม่ แม้ว่าในปี ๒๔๖๐ จะมีการตีพิมพ์ "จดหมายเหตุเสด็จประพาสต่างประเทศในสมัยรัชกาลที่ ๕ เสด็จเมืองสิงคโปร์และเมืองเบตาเวียครั้งแรก และเสด็จประพาสอินเดีย" ที่พิมพ์ขึ้นในงานพระราชทานเพลิงศพพระยาอภิรักษ์ราชอุทยาน (แฉล้ม อมาตกุล) ก็ตาม แต่นั่นก็คือเอกสารราชการ ที่ขาดการวิเคราะห์ทางวิชาการ อ่านแล้วทำความเข้าใจได้ยาก

     แม้ว่าในปี ๒๕๔๓ จะมีการตีพิมพ์หนังสือ "เสด็จอินเดีย ๒๔๑๕" รวมทั้งที่อยู่ในเล่มด้วยกันเป็นภาษาอังกฤษ คือ King Chulalongkorn"s Journey to India 1872 อย่างงดงามและน่าอ่านก็ตาม แต่นั่นก็เป็นรายงานของนายทหารอังกฤษผู้ตามเสด็จ คือ E.B. Sladen ซึ่งต่างกับงานค้นคว้าวิจัยและวิเคราะห์ของ ศ. สหาย ในเล่มนี้

     ดังนั้นในโอกาสอันเป็นมงคลครบรอบ ๑๕๐ ปีแห่งพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ จึงเป็นที่น่ายินดียิ่งที่มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย ร่วมกับมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ได้ร่วมกันจัดพิมพ์และจัดแปลหนังสือเล่มนี้ขึ้น ขอขอบคุณ ศ. สหาย ที่อนุญาตให้มีการแปลเป็นภาษาไทย ขอบคุณสุลักษณ์ ศิวรักษ์ ที่สนับสนุนอย่างแข็งขัน ขอบคุณอาจารย์กัณฐิกา ศรีอุดม ที่แปลให้อย่างงดงาม รวดเร็ว และเอาการเอางาน ขอบคุณธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ ลำยวน เพชรแสงสว่าง ปรีชา โพธิ และ Dream Catcher ที่ทำให้หนังสือเล่มนี้น่าอ่าน น่าจับต้อง และเก็บรักษาไว้

     หวังเป็นอย่างยิ่งว่า หนังสือ "ร.๕ เสด็จอินเดีย" จะช่วยเปิดมุมมองทางประวัติศาสตร์ของไทยเรา ที่ค่อนข้างจะอับจนและคับแคบ ออกไปสู่โลกกว้าง ทั้งในอุษาคเนย์และชมพูทวีป ที่ไทยเราเป็นส่วนหนึ่งที่แบ่งแยกขีดคั่นพรมแดนหาได้ไม่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้ทรง "เปิดโลกแห่งการเดินทาง" และการเรียนรู้ไว้แล้วกว่าหนึ่งศตวรรษ

     หน้าที่ของคนรุ่นหลังก็คือ จะเดินตามรอยพระบาทนั้นในปัจจุบัน และแสวงหาปัญญาเพิ่มเติมเพื่อส่องทางให้อนาคตของเราหรือไม่เพียงใดเท่านั้นเอง ดังพุทธภาษิตที่ว่า "นตฺถิ ปญฺญาสมา อาภา" แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี



-- Edited by Bollywood2Thai at 14:44, 2005-03-31

__________________
Page 1 of 1  sorted by
 
Quick Reply

Please log in to post quick replies.

Tweet this page Post to Digg Post to Del.icio.us


Create your own FREE Forum
Report Abuse
Powered by ActiveBoard