Members Login
Username 
 
Password 
    Remember Me  
Post Info TOPIC: อารยธรรมอินเดีย


Senior Member

Status: Offline
Posts: 379
Date:
อารยธรรมอินเดีย
Permalink   


โดย ดร.สุนันทา ฟาเบรอ



 


ลักษณะทางภูมิศาสตร์และความหลากหลายของพลเมือง


อนุทวีปอันเป็นที่ตั้งของประเทศอินเดียถือเป็นอนุทวีปที่ปิดแห่งหนึ่งของ ยูเรเซีย เพราะมีพรมแดนธรรมชาติกั้น คือ ทางตะวันออกมีเทือกเขาของพม่ากั้นการติดต่อกับเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ทางเหนือมีเทือกเขาหิมาลัยแบ่งแยกอินเดียจากจีน ทางตะวันตกเฉียงเหนือมีเทือกเขาฮินดูกูฏและที่ราบสูงปามีร์กั้นออกจากเอเซียกลาง ทางตะวันตกมีที่ราบสูง อิหร่านที่พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทะเลทรายยาวถึง 2,000 กิโลเมตร ก่อนที่จะมาถึงดินแดนลุ่มน้ำไทกรีสและยูเฟรตีส แต่ทางนี้นี่เองที่มีทางผ่านที่สำคัญ คือ ทางแม่น้ำกาบูล และทางช่องแคบไคเบอร์ ที่พวกศัตรูเข้ามาโจมตีอินเดีย ทางที่กองทัพม้าผู้รุกรานจากสเตปใช้นี้เชื่อมโยงกับเส้นทางสายไหมได้ ดังนั้นต่อมาจึงเป็นเส้นทางที่คณะสอนศาสนา ศิลปินและกองคาราวานของพวกพ่อค้าใช้เป็นทางถ่ายทอดอารยธรรมระหว่างตะวันออกกลาง อินเดียและจีน แต่ความสัมพันธ์ทางการค้าจากอินเดียกับประเทศอื่นมักใช้ติดต่อทางทะเล ด้วยการใช้ประโยชน์จากลมมรสุมในการเดินเรือ


ลักษณะของคนอินเดียมีร่องรอยของหลายเชื้อชาติผสมอยู่ เริ่มตั้งแต่ชนดั้งเดิมที่สันนิษฐานว่ามาจากอาฟริกา คือ พวก Proto-Australoid ต่อมามีคนอพยพมาจากทางตะวันตก คือ พวก Paleo-Mediterranians และจากนั้นพวก Caucasoid หรือ Indo-Aryan ที่อพยพมาจากเอเซียกลางเช่นเดียวกับพวกเตอร์กและมองโกล ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จนกระทั่งถึงสมัยราชวงศ์โมกุลของอินเดีย


 


ห้าสมัยของการเปลี่ยนแปลงทางอารยธรรมของอินเดีย


 1. อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ


 2. อารยธรรมอารยัน


 3. อารยธรรมสมัยคุปตะ


 4. อารยธรรมสมัยสุลต่านเตลฮี และสมัยราชวงศ์โมกุล


 5. สมัยตะวันตกเข้าสู่อินเดีย




-- Edited by Bollywood2Thai at 09:18, 2005-03-26

__________________


Senior Member

Status: Offline
Posts: 379
Date:
Permalink   

1. อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ


(Indus หรือ Sindu : ประมาณ 2500-1800 ปีก่อนค.ศ. ตรงกับยุคสำริด)


  


การค้นพบอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุเกิดขึ้นระหว่าง ค.ศ. 1856- 1919 เมื่อมีการสร้างทางรถไฟสายละฮอร์-มุลตัน ขณะที่กำลังขุดทางรถไฟได้ปรากฏซากเมืองๆ หนึ่ง จนกระทั่งค.ศ.1946 กลุ่มนักโบราณคดี มี Marshall, Piggot, Sahni, Banerjee และ Sir Mortimer Wheeler ชาวอังกฤษ ได้ดำเนินการขุดค้นคว้าต่อจนพบเมือง 2 เมือง คือ โมเห็นโจ ดาโร (Mohenjo Daro) ในแคว้นสินธ์ (Sind) และเมืองฮารัปปา (Harappa) ในแคว้นปัญจาปทางตะวันตก


ลักษณะของเมืองมีกำแพงล้อมรอบตัวเมือง มีการวางผังเมืองอย่างดี มีถนนสายตรงผ่านหลายสาย และมียุ้งข้าวส่วนกลาง บ้านมีลักษณะกว้างใหญ่ สร้างด้วยอิฐเผา ประกอบไปด้วยห้องน้ำ ห้องส้วม ท่อถ่ายเทน้ำเสีย มีการขุดพบโลงศพแบบเดียวกับที่พวกสุเมเรียนใช้ เช่นเดียวกับที่พบตราประทับของลุ่มน้ำสินธุที่เมืองเออร์ในซูเมอร์ (ทางใต้ของลุ่มน้ำไทกริสและยูเฟรติส) แสดงให้ทราบว่ามีการติดต่อกันระหว่างคนสองลุ่มแม่น้ำนี้ นอกจากนี้ยังพบหินมีค่า เช่น หยก เทอคอยท์ พบว่ามีการใช้อักษร 270 ตัว และเขียนจากขวาไปซ้าย


ลักษณะของคนเป็นพวก Proto-Australoid คือ ผิวดำ ผมหยิก ทั้งผู้หญิงและผู้ชายไว้ผมยาว ผู้ชายไว้เครา ผู้หญิงชอบเครื่องประดับ โดยเฉพาะต่างหู และนุ่งกระโปรงสั้น พระนุ่งห่มแบบเปลือยไหล่ข้างขวา เช่นเดียวกับพระสงฆ์ในพุทธศาสนา และพระเจ้า Amenhotep ที่ 3 ของอียิปต์


งานด้านศิลปกรรมมีเครื่องปั้นดินเผาระบายสีลายนก หรือสัตว์ โดยเฉพาะภาพ อีกากับสุนัขจิ้งจอก และมีรูปปั้นคน


ด้านศาสนา รูปเทพเจ้ามีเขา ไม่สวมเสื้อผ้า มีสัตว์ 4 ตัวอยู่รอบข้าง คือ ช้าง เสือ แรด ควาย ตรงเท้ามีกวางหมอบ 2 ตัว บางรูปทำเทพเจ้ามีเขาเดียว เรื่องการบูชายังไม่มี ส่วนเจ้าแม่ถือเป็นเจ้าแม่แห่งสงคราม



-- Edited by Bollywood2Thai at 09:33, 2005-03-26

__________________


Senior Member

Status: Offline
Posts: 379
Date:
Permalink   

3. อารยธรรมสมัยคุปตะ (320-186 ปีก่อนค.ศ.)


พระเจ้าจันทรคุปต์ ทรงตั้งราชวงศ์โมริยะ ที่ ปรึกษาของพระองค์เป็นพราหมณ์ ชื่อ โคทิลยะ หรืออีกชื่อ คือ ชนกิยะ เป็นผู้มีความรู้ในด้านการปกครอง การบริหาร และการเศรษฐกิจ และใช้ความรู้จากคัมภีร์อรรถศาสตร์มาบริหารประเทศโดยเฉพาะ ในด้าน เศรษฐกิจของประเทศในสมัยของพระเจ้าจันทรคุปต์ มีนักปราชญ์ชาว กรีก ชื่อ Megasthenes มาอยู่ในราชสำนักด้วย ทำให้เราทราบว่ามีการ แลกเปลี่ยนความคิดระหว่างอินเดียและกรีก พระเจ้าจันทรคุปต์ทรงขยายอาณาเขตมาทางตะวันตกจนถึงเขตแดนของอาณาจักรเซเลอคุสของกรีก ทรงทำสงครามชนะพระเจ้า Nicator แห่งเซเลอคุส พระธิดาของพระเจ้า Nicator ถูกส่งมาเป็นมเหสีของพระเจ้าจันทรคุปต์ที่เมืองปัตลีบุตร ทรงผูกสัมพันธไมตรีกับกรีก ดินแดนประเทศอินเดียสมัยนี้มีแคว้นมคธ แคว้นมาลวะ แคว้นกุจราช แคว้นเบงกอล อาฟกานิสถาน คือ ตีดินแดนกลับคืนมาจากกรีกทั้งหมด Megathenes บันทึกไว้ว่า พระราชวังที่กรุงปัตลีบุตรงดงามมาก พระเจ้าจันทรคุปต์ทรงแบ่งอาณาจักรอินเดียเป็น 3 ภาค แต่ละภาคมีข้าหลวงปกครอง ข้าหลวงเหล่านี้ขึ้นโดยตรงกับพระองค์ ตำแหน่งข้าหลวงมักเป็นการสืบทอดในตระกูล ทรงจัดระบบการปกครองตนเองในชนบท กษัตริย์เป็นเจ้าของที่ดิน ผลิตผลที่ได้หนึ่งในสี่ต้องเข้าท้องพระคลัง รัฐบาลดูแลเรื่องการทดน้ำ มีการสำรวจสัมโนครัว มีการใช้ใบผ่านทางสำหรับคนต่างชาติ มีหน่วยสืบราชการลับดังเช่นประเทศตะวันออกทั้งหลายในสมัยนั้น ทางด้านวิทยาการ ทรงให้สร้างมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ที่สำคัญ คือ มหาวิทยาลัยตักศิลา อันเป็นแหล่งรวมศิลปวิทยาการแขนงต่างๆ ของตะวันออก


     พระเจ้าอโศก (271-231 ปีก่อนค.ศ.)


ผู้เป็นพระนัดดาขึ้นครองราชย์ ทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์แรกของอินเดียที่มีอาณาจักรกว้างใหญ่ เพราะทรงทำสงครามขยายดินแดนอยู่เสมอ เมื่อคราวที่ทรงยกทัพไปตีเมืองกาลิงกะ ทรงทอดพระเนตรเห็นคนตายและคนทรมานจากสงครามจำนวนมาก ทำ ให้สลดพระทัย จึงทรงยุติการทำสงคราม หันมาใฝ่พระทัยในทางศาสนาแทน ทรงหันมานับถือศาสนาพุทธ แต่ทรงสนับสนุนศาสนาอื่นให้เท่าเทียมกันด้วย ทรงโปรดให้สลักคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าบนแท่งหินไว้ตามที่ต่างๆ ทั่วอาณาจักรของพระองค์ ทรงให้เขียนคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นภาษาบาลี แทนที่จะเป็นภาษาสันสกฤต ทั้งนี้เพื่อให้ คนธรรมดาอ่านได้ ทรงส่งคนไปเผยแพร่ศาสนาพุทธถึงต่างแดน กษัตริย์ของศรีลังกาก็เปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธด้วย


 


ชีวิตความเป็นอยู่ของคนอินเดียสมัยนี้ เป็นช่วงที่รุ่งเรืองการแบ่งชั้นวรรณะในสังคมมีกฎเกณฑ์ที่ผ่อนปรนลงบ้าง มีการแต่งงานกับคนต่างชาติ ต่างเผ่าพันธุ์และคัมภีร์อรรถศาสตร์อนุญาตให้มีการหย่าร้างได้ และหญิงม่ายแต่งงานใหม่ได้ ศาสนาทุกศาสนาได้รับการสนับสนุนจากพ่อค้าและช่างฝีมือ ศาสนาส่วนใหญ่สอนเรื่องอหิงสา และเรียกร้องให้คนทานแต่ผัก (มังสวิรัติ) ในกองทัพยังใช้เทคนิคอยู่เช่นเดิม คือ มี ช้าง ม้า รถรบ และพลเดินเท้า ผู้ที่จะมาบริหารเรื่องการเมือง-เศรษฐกิจต้องได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี การคมนาคมติดต่อเพิ่มขึ้นมากและสามารถติดต่อกันได้กับเมืองหลวง คือ ปัตลีบุตร ใช้แรงงานคนถางป่าเพื่อทำประโยชน์จากที่ดิน มีการขุดเกลือทำเหมืองเหล็กและแร่ธาตุอื่นๆ พวกวรรณะศูทรทำงานกับพ่อค้าและในโรงงาน นับว่าอิสระขึ้น พระเจ้าอโศกทรงใช้ธรรมะมาปกครองบ้านเมือง ไม่ให้มีความรุนแรงเกิดขึ้น ทรงสร้างโรงพยาบาลสำหรับคนและสัตว์ด้วย ทรงให้ปลูกไม้ผลไว้ตามทางเพื่อให้คนเดินทางได้รับประทานและได้อาศัยร่มเงาพักเหนื่อย ทรงสร้างบ้านพักคนเดินทางไว้ทั่วไปด้วย


สมัยราชวงศ์โมริยะ เริ่มต้นงานประติมากรรมสลักหินและงานสถาปัตยกรรม ทำเสาอาคารด้วยหินทราย สลักด้วยลายสัตว์พร้อมคำจารึก เจดีย์ของศาสนาพุทธมีขนาด ใหญ่ขึ้นและตกแต่งมากขึ้น ประติมากรสลักงานชิ้นใหญ่ขึ้น ถ้ำ ตามภูเขาได้รับการตกแต่งใหม่ด้วยงานทางศิลปะ ทางด้านวิชาการตื่นตัวมาก เมืองโบราณอย่างตักศิลารุ่งเรืองขึ้นมาก เพราะเป็นเมืองที่สำคัญทาง วิชาการและการทหาร มีนักศึกษาจากทั่วทุกทิศมาเรียนวิชาแขนงต่างๆ ราชวงศ์โมริยะได้สิ้นสุดลงราว 186 ปีก่อนค.ศ. ตรงกับที่อาณา จักรกรีกเกิดขึ้นมากมายทางตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดียและบัคเทรีย กษัตริย์องค์หนึ่งของกรีก คือ พระเจ้ามีนันเดอร์ทรงหันมานับถือศาสนาพุทธ คนกรีกส่วนใหญ่สมรสกับคนพื้นเมือง คนกรีกและคนเผ่าต่างๆ เหล่านี้เราเรียกว่า ยาวานา (โยนาเป็นภาษาปรากริต หมายความถึง พวกไอโอเนียน, โรมัน, กรีก และชาวตะวันตกอื่นๆ) พวกกรีกนี้เป็นตัวกลางแลกเปลี่ยนความคิดทางศิลปะและวิทยาศาสตร์ระหว่างอินเดียและยุโรป


 ในขณะเดียวกันก็รับอารยธรรมอินเดียด้วย แต่ในไม่ช้าพวก สากะ (Sakas หรือ Scythians) จากเอเซียกลางได้โจมตีอาณาจักรกรีกจนหมดไป การที่พวกสากะเข้ามาหาแหล่งที่อยู่ทางเหนือของอินเดียนั้น เป็นเพราะโดนจีนซึ่งกำลังขยายเขตแดนไล่มา เผ่าสเตปผู้เร่ร่อนหลายเผ่า เช่น เหยอ-ชิ กุชาน อพยพหนีมาอยู่ที่เอเซียกลาง มาทำสงครามชิงที่อยู่กับพวกที่อยู่ก่อน ในที่สุดเผ่ากุชานได้รับชัยชนะแต่ผู้เดียว ได้ครองดินแดนจากซามาร์คานในเอเซียกลางจนถึงเมืองพาราณสีในลุ่มแม่น้ำคงคา กษัตริย์กุชานองค์ที่ 3 คือ พระเจ้ากนิษกะ เป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในหมู่พวกกุชาน ทรงครองราชย์ค.ศ. 78 ตรงกับระบบปฏิทิน Sakabda ของอินเดีย


 พระเจ้ากนิษกะ ทรงนับถือพุทธนิกายมหายาน ทรงโปรด ให้มีการประชุมสงฆ์เป็นครั้งที่ 4 โดยมีพระองค์และพระอาจารย์ คือ วสุมิตร เป็นประธาน โปรดให้จารึกคำสอนของพระพุทธองค์ลงบน แผ่นทองแดง นิกายมหายานเจริญมากในระยะนี้ ทั้งยังทรงอุปถัมภ์ศาสนาอื่นด้วย ทรงใช้เงินมหาศาลในการเผยแพร่มหายาน สร้างงานศิลป กรรมและสถาปัตยกรรมแบบพุทธ อาณาเขตของพระองค์ทางตะวันตกจากเมืองโบฆาราจดตะวันออกที่เมืองปัตนา และทางเหนือจากปามีร์จดตอนกลางของประเทศอินเดียลงมาทางใต้ เมืองหลวง คือ เปชวาร์ หลวงจีนที่เดินทางมาแสวงบุญเขียนเล่าไว้ว่า มีเจดีย์ของพระเจ้ากนิษกะสูงถึง 150 ฟุต ตกแต่งด้วยไม้สูง 50 ฟุต มีร่มทองแดงสูง 88 ฟุต


 


พวกกุชานครอบครองเส้นทางสายไหมระหว่างจีนถึงอินเดีย สินค้าประเภทฝ้ายจากเบงกอลและกุจราช ขนสัตว์จากทางเหนือของอินเดีย หินมีค่าจากทางใต้ เป็นที่ต้องการของคนต่างชาติ การติดต่อทางการค้าทำให้วัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาสู่อินเดีย ดาราศาสตร์ของอินเดียไปสู่โลกตะวันตก คือ กรีกและโรมันเช่นกัน ศิลปะกรีกและโรมันผสมกับศิลปพื้นเมืองของอินเดีย กลายเป็นศิลปะแบบคันธาราษฏร์ นักสอนศาสนาคริสต์เดินทางมาอินเดีย และพระนิกายมหายานเดินทางไปเอเซียกลาง จีน ญี่ปุ่น ส่วนศาสนาพุทธนิกายเถรวาทเข้าไปที่ศรีลังกา และต่อมาในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้


เมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 1 อาณาจักรโรมันกำลังรุ่งเรือง คนโรมันนิยมของหรูและแปลกตาจึงทำการค้ากับตะวันออก และจ่ายค่าสินค้าด้วยเงินและทองทำให้อินเดียร่ำรวย แต่อินเดียไม่ต้องการสินค้าจากโรมัน


ดินแดนทางใต้ของอินเดีย เป็นที่อยู่ของพวกดราวิเดียน ชนพื้นเมืองเดิม มี ผู้สันนิษฐานว่าอาจเป็นพวกที่อยู่ตามลุ่มแม่น้ำสินธุมาก่อน แล้วถูกพวกอารยันบุก รุกหนีลงมาทางใต้ พวกที่ยอมอ่อนน้อมต่ออารยันจะกลายเป็นพวกที่อยู่ในวรรณะศูทรไป มีการจารึกภาษาทมิฬทางใต้ อย่างไรก็ตาม พวกดราวิเดียนก็ได้รับวัฒนธรรมและภาษาของพวกอินโด-อารยันไว้ด้วย ในงานวรรณคดีภาษาทมิฬ กล่าวถึงการค้ากับพวกชนต่างชาติ อาณาจักรสำคัญทางใต้มีเกราลา โชลา ปันดีย์


 


ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 4 พระเจ้าจันทรคุปต์ที่ 1 ตั้งราชวงศ์คุปตะที่เมืองปัตลีบุตร โอรสของพระองค์ ชื่อ พระเจ้าสมุทรคุปต์ ทรงขยายดินแดนออกไปกว้างไกล ทรงทำเหรียญทองสลักเรื่องราวเกี่ยวกับพระองค์ แล้วนำไปไว้ที่เสาหินของพระเจ้าอโศก ราชวงศ์คุปตะรุ่งเรืองมากในสมัยของพระเจ้าจันทรคุปต์ ที่ 2 (ค.ศ.376-415) เพราะนอกจากจะชนะพวกสากะแล้ว ทรงรวมดินแดนตะวันออกและทางเหนือไว้ในอำนาจ ให้เมืองอุจเจนเป็นเมืองหลวง อารยธรรมอินเดียเจริญสูงสุด พระราชาทรงสนับสนุนศิลปะ วิทยาศาสตร์ วรรณคดี ทรงดูแลกวีและนักดนตรีด้วยพระองค์เอง กวีที่มีชื่อเสียงในสมัยนี้ คือ กลิทัษ


การปกครองสมัยคุปตะเป็นแบบกระจายอำนาจไปตามท้องถิ่น การค้าเจริญขึ้นมาก มีการค้าขายมากขึ้นกับเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ หมู่เกาะอินโดนีเซีย มาเลเซีย กัมพูชา และประเทศไทย พ่อค้าที่ร่ำรวยนิยมบริจาคเงินเพื่อสร้างงานสำคัญทางศาสนา เช่น สถูปที่สัญจี อมาราวาตี ฯลฯ วัดพุทธกลายเป็นเจ้าของที่ดินมากมายเช่นเดียวกับพราหมณ์ วัดฮินดูขนาดเล็กก็มีผู้สร้างขึ้นเช่นกัน


มีการฟื้นฟูวรรณคดี มหากาพย์รามายนะและมหาภารตะได้รับการรวมรวบและเรียบเรียงใหม่ ภาษาสันสกฤตกลายเป็นภาษาของผู้รู้หนังสือและเป็นภาษาที่ใช้ในราชการ มีหนังสือกามสูตรเกิดขึ้น เป็นหนังสือที่ชี้ถึงความสำคัญของชีวิตคู่และเพศสัมพันธ์


ด้านวิชาการสมัยคุปตะ ตามบันทึกของภิกษุจีนฟาเหียนที่เดินทางมาอินเดียเล่าว่า อินเดียมีโรงพยาบาลมากมาย ผู้คนมีความสุขสมบูรณ์ คุณภาพของการศึกษาดีมาก คนนิยมเรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัยและที่วัด มหาวิทยาลัยที่สำคัญอยู่ที่พาราณสี ตักศิลา วิดาร์ภา อจันตะ อุจเจน และนาลันทะ คนสามารถเลือกเรียนได้ทุกแขนงวิชา มหาวิทยาลัยอจันตะเก่งทางการแพทย์ มหาวิทยาลัยนาลันทะมีนักศึกษา 10,000 คน มีห้องบรรยาย 100 ห้อง และห้องสมุดใหญ่หลายห้อง มหาวิทยาลัยมีหอพักให้นักศึกษาจากต่างถิ่นด้วย เป็นที่เลื่องลือกันไปทั่วโลกว่าอินเดียสมัยนั้นเป็นเลิศในเรื่องคณิตศาสตร์ เรขาคณิต ดาราศาสตร์ การแพทย์ และศาสตร์เหล่านี้อินเดียได้ถ่ายทอดไปสู่โลกอื่นต่อมา


ความรุ่งเรืองของราชวงศ์คุปตะสิ้นสุดลงในสมัยพระเจ้ากุมารคุปต์ ราวปลายคริสต์ศตวรรษที่ 4 เมื่อพวกเร่ร่อนจากเอเซียกลาง คือ พวกฮั่น หรือ เฮฟตาไลท์ เข้าครองแดนบัคเทรีย และประมาณกลางคริสต์ศตวรรษที่ 5 พวกเชื้อสายเตอร์ก-มองโกลเหล่านี้เข้ามาโจมตีจักรวรรดิของคุปตะ ในที่สุดราชวงศ์คุปตะก็สลายไปราวคริสต์ศตวรรษที่ 6


ตั้งแต่ค.ศ. 700 เป็นต้นมาศาสนาพุทธค่อยๆ หายไปจากอินเดีย ศาสนาฮินดูเข้ามาแทนที่ ต่อจากนั้นอินเดียถูกอาหรับรุกราน



__________________


Senior Member

Status: Offline
Posts: 379
Date:
Permalink   

 4. อารยธรรมสมัยสุลต่านเตลฮีและสมัยราชวงศ์โมกุล


ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 7 โมฮัมเม็ดเผยแพร่ศาสนาอิสลามที่เมกกะ เนื่องจากเขาได้ยินเสียงจากกาเบรียลผู้อยู่บนสวรรค์ว่าในโลกนี้มี


พระเจ้าองค์เดียวคือ พระอัลลาห์ ศิษย์ของพระอัลล่าห์ เรียกว่า มุสล”ม ค.ศ. 622 โมฮัมเม็ดออกจากเมกกะไปเมดินา เป็นวันเริ่มต้นปฏิทินมุสลิม


ค.ศ. 630 โมฮัมเม็ดกลับมาเมกกะสร้างหิน Ka'aba เพื่ออัลล่าห์


คำพูดสุดท้ายของโมฮัมเม็ดที่ เมกกะ คือ จงรู้ไว้ว่ามุสลิมทุกคนเป็นพี่น้องกัน จงหลีกเลี่ยงการต่อสู้ซึ่งกันและกัน มุสลิมจงต่อสู้กับคนศาสนาอื่นจนกว่าพวกเขาจะเปล่งวาจาออกมาว่า ลา อิลลาฮา อิลลา อัลล่าห์ (แปลว่า ไม่มีพระเจ้าองค์ใดอีกนอกจากพระเจ้าของเรา) ความปราถนาของอัลลาห์ที่บอกโมฮัมเม็ดไว้ เขียนไว้ในคัมภีร์กุรอ่านและใช้เป็นกฎหมายสังคมด้วย ขณะเดียวกัน อาณาจักรไบเซนไทน์และอาณาจักรอื่นในเอเซียตะวันตกอ่อนแอเพราะมีโรคระบาด กองทัพมุสลิมจึงถือโอกาสเข้าโจมตี ได้แผ่นดินหลายแห่ง ทำให้ศาสนาอิสลามมีอิทธิพลมากขึ้น ชาวมุสลิมเชื่อว่าโมฮัมเม็ดเป็นศาสดาองค์สุดท้าย ต่อจากโมฮัมเม็ด เรียกเป็น กาลิฟ ซึ่งต่อจากโมฮัมเม็ดมีอีก 4 คน


มีอาณาจักรใหม่เกิดขึ้น จากอิหร่านถึงตุนีเซีย เรียกว่า กาลิฟัต เมืองดามัสคัส (ซีเรีย) เป็นศูนย์กลาง มีตระกูล Umaiyads ครองกาลิฟัต


ค.ศ. 711 พวก Umaiyads ตีแคว้นสินธ์และมุลตันได้ ไม่นานศูนย์กลางของ กาลิฟัต มาอยู่ที่แบกแดด ภายใต้การปกครองของกาลิฟตระกูล Abbassids


ดินแดนของอินเดียที่รบชนะมาและปกครองโดยพวก Ismaili (นิกายของอิสลามในอิหร่าน) เปลี่ยนมาเป็นของพวกเตอร์ก-อาฟฆาน เกิดชาติอาหรับที่ยังไม่เป็นมุสลิมขึ้นมากมายในเอเซีย


 


 


สมัยเตอร์ก-อาฟฆาน (ค.ศ. 1000-1526) กาลิฟ Abbassids แห่งแบกแดด จ้างทหารเตอร์กมาคุ้มครองตนเอง และมาไว้ในกองทัพเพื่อทำสงครามเผยแพร่ศาสนา เนื่องจากตอนนั้นแบกแดดมีศัตรู คือ อิหร่านและพวกอาหรับ


ค.ศ. 961 กษัตริย์ราชวงศ์ Samanid (ค.ศ.864- 1005) ของอิหร่านแต่งตั้งให้ผู้นำทหารเตอร์กคนหนึ่งเป็นเจ้าครองแคว้น Khurasan แต่หนึ่งปีต่อมาเกิดทะเลาะกัน ทหารเตอร์กผู้นี้จึงเข้ายึดแคว้น Ghazni เสีย แล้วยกทัพเข้าตีอินเดียหลายครั้ง โดยเฉพาะที่ปัญจาป เพราะเป็นแหล่งอุดมสมบูรณ์ แต่ผู้ที่ตีอินเดียได้ คือ ลูกชายชื่อ มามุด เข้าปล้น เมืองนำของมีค่ากลับไป Ghazni (อัฟกานิสถาน) แล้วตัดสัมพันธ์กับอิหร่าน กลับไปมีสัมพันธ์กับแบกแดด มามุดกลับไปครอง Ghazni ตามเดิม ไม่อยู่ครองอินเดีย อินเดียจึงอยู่ในสภาพที่เป็นอิสรภาพบ้างไม่เป็นบ้าง จนชาวเตอร์กจาก Ghor ซึ่งเป็นเมืองขึ้นของ Ghazni มาตี Ghazni ได้ แล้วหันมาสนใจอินเดีย Mohammed Ghori (น้องชาย) ตีได้แคว้นสินธ์และพยายามเข้ารุกรานอาณาจักรราชพุทธ ในแคว้นกุจาราท จนได้รับชัยชนะครองอินเดียเหนือทั้งหมด แล้วมอบให้ทหารของตนไปครอง


มุสลิมครองอินเดียเหนือจนถึง ค.ศ.1311 สมัยสุลต่าน Alauddin มีเจงกีสข่านบุกมาถึงแม่น้ำสินธุแต่ไม่ได้อินเดียจึงกลับไป ทิ้งผู้คนมองโกลไว้ พวกนี้ปรับตัวรับศาสนาอิสลาม เรียกว่า พวกมอสเลม อยู่อินเดียเหมือนประเทศตนเอง


ค.ศ.1326-1327 Mohammed Tughlag ย้ายเมืองหลวงไปที่เทวาคีรี และบังคับให้พลเมืองเดลฮี อพยพไปด้วย เป็นผู้นำเงินเหรียญทองแดงมาใช้และขยายอาณาเขตไปเดดคาน สุลต่านองค์ต่อมา คือ Shah Tuglak ครองราชย์ต่อเป็นองค์สุดท้ายของสมัยสุลต่านเดลฮี เมืองหลวงกลับไปอยู่ที่เดลฮี และมีการสร้างคลองระบายน้ำ


อินเดียตกอยู่ในความครอบครองของอิสลามจนกระทั่งพวกมาราธาตั้งอาณาจักรขึ้นใหม่ราวคริสต์ศตวรรษที่7 พวกมาราธามีอำนาจมาก ภายหลังแพ้ Ahmad Shah of Afghanistan ปอร์ตุเกสเริ่มเข้ามาในอินเดีย (ค.ศ.1505-1515) ผู้สำเร็จราชการ Ameida และ Albuquerque ตั้งสถานีการค้าที่เมืองกัว ศรีลังกา มะละกา และคาบสมุทรอินเดีย


ร              าชวงศ์โมกุล (ค.ศ.1526-1658) พระเจ้าบาบูร์ สืบเชื้อสายมาจากเจงกีส ข่านและตาแมร์ลัง แห่ง กาบูล (คือ มีเชื้อสายเตอร์ก-มองโกล) เป็นผู้สืบทอดการเผยแพร่อิสลาม ในฮินดูสถานต่อ พระองค์ทรงเป็นนักรบที่กล้าหาญและปกครองประเทศตามแบบเจงกีส ข่าน อาณาจักรของบาบูร์จากโอซุสไปถึงแม่น้ำคงคา และเบงกอล พระองค์ทรงขับไล่ Ibrahim Lodi จากการเป็นสุลต่านเดลฮี ด้วยการใช้เทคนิคการรบที่เหนือกว่า ที่ทรงได้รับมาจากพวกเตอร์ก จากนั้น ทรงเข้าครองเมืองอัครา พระเจ้าบาบูร์นอกจากเป็นนักรบแล้วยังเป็นนักประพันธ์ ทรงเขียนกลอนได้ทั้งภาษาเปอร์เซียและภาษาเตอร์ก ทรงนำวรรณคดีและดนตรีจากเปอร์เซียมาให้อินเดีย เมื่อว่างจากศึกสงครามทรงใช้เวลาไปในการสร้างพระราชวัง สุเหร่า สวน สะพาน ทรงจ้างสถาปนิกมาจากเมืองอิสตันบูล (ตุรกี)


กษัตริย์อินเดียที่มีชื่อว่าเป็นผู้สร้างจักรวรรดิโมกุลที่แท้จริง คือ พระเจ้าอักบาร์มหาราช (ค.ศ.1556-1605) ทรงเป็นนักรบที่ยิ่งใหญ่ อาณาจักรของพระองค์กว้างใหญ่ ทรงเป็นนักปกครองที่ชาญฉลาด ที่ทราบว่าการปกครองประเทศใหญ่ที่เต็มไปด้วยพล เมืองหลายเผ่าพันธุ์ หลายศาสนา และหลายภาษา ควรปกครองด้วยวิธีใด การ บริหารการปกครองทรงได้รับอิทธิพลมาจากอิหร่าน ทรงอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิง อินเดียเพื่อเป็นตัวอย่าง ยกเลิกภาษีจิซิยา (Jizya = poll tax on non-Moslems) เปิดโอกาสให้คนฮินดูเข้ารับราชการเท่าเทียมกับพวกมุสลิม ทรงแต่งตั้ง ให้ Todar Mall จากราชพุทธมาเป็นผู้นำทหาร ปรับภาษีใหม่ คือ หนึ่งในสามของ ผลผลิตเป็นของรัฐเท่ากันทุกคน Todar Mall ให้คนฮินดูเรียนภาษาเปอร์เซีย เพื่อเข้ารับราชการในตำแหน่งสูงๆ ได้ การผสมกันระหว่างภาษาเปอร์เซียและภาษาฮินดูทำให้เกิดภาษาใหม่ เรียกว่า ภาษาอูรดู เกิดเมืองใหม่ คือ City of Victory เต็มไปด้วยสุเหร่า ราชวัง สถานที่สาธารณะ บ้านเรือน ศาสนาทุกศาสนามีอิสระในการเผยแพร่ศาสนาของตน


กษัตริย์องค์ต่อมา คือ พระเจ้าจาหันกี ทรงอภิเษกสมรสกับหญิงม่ายชาวเปอร์เซีย จากนั้น ค.ศ.1612-1613 เริ่มสมัยล่าอาณานิคมของอังกฤษตอนต้น อินเดียแตกแยกกันภายใน เมื่อ พระเจ้าชาห์จาหัน ขึ้นครองราชย์ต่อจากบิดา ทรงขยายอาณาเขตไปถึงเดคคาน ทรงดำเนินนโยบายแบบอย่างพระเจ้าอัคบาร์ ทรงมีพระทัยกว้างรับทุกศาสนา และคนทุกเชื้อชาติในอาณาจักรของพระองค์ ดัช อังกฤษ ปอร์ตุเกส ฝรั่งเศส ต่างเดินทางเข้ามาค้าขายและเผยแพร่ศาสนา ทรงสร้างสุเหร่ามุก (Pearl Mosque) และทัชมาฮัล (Taj Mahal) ขึ้นที่เมืองอัครา ริมฝั่งแม่น้ำยมุนา พระเจ้าจาหันกีทรงสละราชสมบัติก่อนสิ้นพระชนม์ พระโอรสองค์ที่ 3 ขึ้นครองแผ่นดินต่อ ชื่อว่า พระเจ้าโอรังเซป พระองค์ทรงเป็นนักรบ และเป็นมุสลิมที่เคร่งครัดมาก ทรงสั่งให้กลับมา เก็บภาษีคนที่ไม่ใช่มุสลิม ปลุกระดมมุสลิมให้รวมตัวกันทำลายโรงเรียนและวัดของฮินดู ส่งเสริมแต่อิสลามนิกายซันนี (Sunni) ทรงปลดขุนนางและข้า ราชการเปอร์เซียในวังออกเพราะพวกเขาอยู่ในนิกายชิอาส (Shias) ทำให้อินเดียขาดสัมพันธไมตรีกับอิหร่านและกับพระราชาแห่งราชพุทธ ความไม่สงบในประเทศจึงเกิดขึ้น เกิดสมาคมมาราธาของพวกฮินดูที่รวม ตัวกับพวกราชพุทธและพวกซิกเพื่อต่อต้านราชวงศ์โมกุล


ค.ศ.1729 ทหารเปอร์เซียผู้หนึ่งชื่อ นาดีร์ ชาร์ ยึดเมืองกันดาหา กาบูล และกาซนีซึ่งเป็นของจักรพรรดิโมกุลแห่งเดลฮีได้ ต่อมาค.ศ.1738 ได้ยกทัพมาที่ลุ่มน้ำสินธุ ตีเมืองเดลฮี ทำลายและปล้นเมืองเอาของมีค่ารวมทั้งพระที่นั่งนกยูง (Peacock Throne) ไปเปอร์เซียด้วย เป็นอันสิ้นสุดราชวงศ์โมกุล


อารยธรรมอิสลามในอินเดีย ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 15-17 อารยธรรมอิสลามเข้ามาอินเดียโดยผ่านเปอร์เซีย ชนชั้นขุนนางอิสลามรับธรรมเนียมอินเดีย อิทธิพลจากศาสนาอิสลามเข้มงวดกับผู้หญิงฮินดู จำนวนการแต่งงานวัยเด็กและการ เผ่าหญิงม่ายเพิ่มมากขึ้น ภาษาที่ใช้เป็นภาษาราชการ คือ อูรดู แต่ ไวยกรณ์เป็นไวยกรณ์อินเดียและศัพท์เป็นอาหรับ-เปอร์เซีย เกิดภาษาใหม่หลายภาษา เช่น ฮินดี เบงกาลี ปัจจาบี มาราตี ฯลฯ สุลต่านอินเดียนำกวี นักประวัติศาสตร์และนักปราชญ์ชาวเปอร์เซียมาทำงานในพระราชวัง พระเจ้าบาบูร์สนพระทัยในการศึกษา ทรงนิพนธ์ บันทึกความทรงจำ ของพระองค์ขึ้นมา พระเจ้าอัคบาร์ทรงจัดระบบการศึกษาใหม่ ทรงสร้างห้องสมุดและมหาวิทยาลัยไว้หลายแห่ง จักรพรรดิราชวงศ์โมกุลล้วนเป็นนักสร้างที่ยิ่งใหญ่ ทางด้านศิลปกรรมมีการเลียนแบบการวาดภาพขนาดย่อจากเปอร์เซียเช่นกัน


ทางวรรณคดี มีการแปลหนังสืออุปนิษาทเป็นภาษาเปอร์เซีย โดย Dara Shokoh ทำให้คนยุโรปรู้จักวรรณคดีอินเดีย มหากาพย์รามายณะได้รับการปรับปรุงเป็นภาษาฮินดี


 ทางสถาปัตยกรรม อินเดียได้รับอิทธิพลมาจากเปอร์เซีย (ลานด้านใน ประตูโค้ง) ที่เมืองหลวงใหม่ของพระเจ้าอัคบาร์ คือ ฟาเตห์ปูร์สิครี ใกล้เมืองอัครา แสดงสถาปัตยกรรมแบบโมกุลแท้ในการสร้างราชวัง สุเหร่า เช่นเดียวกับหลุมศพของพระเจ้าอัคบาร์ที่สีกันดารา และ วัดโก-แมนดาล ที่โอไดปูร์ แต่งานที่เด่นที่สุด คือ ทัชมาฮัล ประดับด้วยหินมีค่า บนยอดเป็นหินสีขาว เส้นทุกเส้นเข้ากันได้อย่างงดงามกับสวน และน้ำพุ นับเป็นสถาปัตยกรรมที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งในโลก นอกจากนั้นมีสุเหร่ามุกของเมืองอัครา เกิดนิกายขึ้นหลายนิกายในหมุ่คนฮินดู เช่น ตันตริก ซิก มาดวา ฯลฯ



__________________


Senior Member

Status: Offline
Posts: 379
Date:
Permalink   

 5. สมัยตะวันตกเข้าสู่อินเดีย


อิทธิพลของปอร์ตุเกสในอินเดีย ปอร์ตุเกสเข้ามาอินเดียสมัยโมกุล มาทำการค้าทางฝั่งตะวันออกจนกระทั่งถึงศตวรรษที่ 18 และค่อยๆ หมดไปราวค.ศ.1961 เมื่ออินเดียได้รับอิสรภาพ


วาสโก ดา กามา เป็นผู้ค้นพบเส้นทางเดินเรือมายังอินเดีย โดยอ้อมมาทางใต้ของทวีปอาฟริกา เมื่อมาถึงทะเลอารเบีย ได้กัปตันเรือชาว อาหรับนำมาถึงอินเดีย เขามาถึงเมืองกาลิกัต ทางฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ เมื่อเดือนเมษายน1498 และได้รับการต้อนรับจากพระราชาอินเดียอย่างดี เขาเขียนจดหมายทูลกษัตริย์ปอร์ตุเกสให้มาทำการค้าเครื่องเทศและหินมีค่า โลหะมีค่า เช่น ทอง เงิน


 


 


 


50 ปีที่วาสโก ดา กามา อยู่ที่อินเดีย เมืองกัว และดินแดนรอบๆ ตกเป็นของปอร์ตุเกส มีการทำการค้ากับ กุจราช ซึ่งเป็นแคว้นที่ร่ำรวยมาก ค.ศ. 1524 กษัตริย์ปอร์ตุเกสตั้งวาสโก ดา กามา เป็น Viceroy ประจำอินเดีย แต่ไม่นานก็เสียชีวิต ต่อมาดินแดนรอบๆ กัว เช่น Velhas มีนายทหารปอร์ตุเกส ชื่อ Albuquerque พร้อมทัพเรือเข้ายึดครอง เมื่อก่อนเมืองนี้เคยเป็นเมืองของมอสเล็ม เป็นศูนย์กลางการค้าม้าอาหรับจาก ออร์มุส


นโยบายของ Albuquerque ให้คนปอร์ตุเกสแต่งงานกับหญิงอินเดีย เพื่อต่อไปจะได้คิดว่าอินเดียเป็นประเทศของตน และให้ไปจับจองที่ดินตามหมู่บ้านต่างๆ ด้วย พวกนี้จึงกลายเป็นเจ้าที่ดิน และพ่อค้าที่ร่ำรวย ต่อมาพวกนี้ร่วมกันทำการต่อสู้ปกป้องดินแดนของตน เมื่อตอนที่สุลต่าน Bijapur และพวกมาราธามารุกราน


ปอร์ตุเกสนำอะไรมาให้อินเดียบ้าง


1.         การต่อเรือขนาดใหญ่กินน้ำลึก


2.         วิธีการเดินเรือและการใช้แผนที่เดินเรือ


3.         การเก็บภาษีผ่านทางให้แก่ปอร์ตุเกส


4.         ปอร์ตุเกสให้ความคุ้มกันแก่พ่อค้าจากโจรสลัด


5.         การปฏิวัติทางการค้าเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกโดยพวกปอร์ตุเกส คือ มีเรือค้าขายจากจีน ญี่ปุ่น มะละกา ถึงกัวและจากกัวไปลิสบอน จาก ลิสบอนสินค้าถูกส่งไปขายต่อยัง Cadiz(สเปน), Antwerp(เบลเยี่ยม) และ บราซิล ปอร์ตุเกสผูกขาดการค้ากับอินเดียแต่เพียงผู้เดียว


6.         มีการปลูก ขิง พริกไทย มะพร้าว และเครื่องเทศอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น เพื่อส่งไปยุโรป แคว้นกุจราช มัดราส และเบงกอล เป็นแหล่งปลูกฝ้ายใหญ่ เพื่อส่งขายยังยุโรป และอาฟริกา


7.         เงินและทองไหลเข้าสู่อินเดียเพื่อจ่ายค่าสินค้าส่งออก


8.         ภาษาปอร์ตุเกสกลายเป็นภาษาที่ใช้ในการติดต่อค้าขายตามท่าเรือของเอเซีย พนักงานของ East India Company ของอังกฤษจำต้องใช้ภาษาปอร์ตุเกสที่เมือง Surat ด้วย


9.         กัวกลายเป็น Golden Lisbon of the East เป็นเมืองที่มีสถาปัตยกรรมแบบปอร์ตุเกสมากแห่งหนึ่งในระหว่างค.ศ.1540-1600


10.       ปอร์ตุเกสนำศาสนาคริสต์เข้ามาอินเดีย ตั้งโรงเรียนสอนศาสนา โรงพยาบาล สร้างถนน


11.       ภาษาปอร์ตุเกสเข้ามาผสมในไวยากรณ์และพจนานุกรมอินเดีย


12.       การพิมพ์ หนังสือเล่มแรกเป็นภาษาเบงกาลี แต่ใช้ตัวอักษรโรมัน เป็นหนังสือไวยากรณ์ Manuel da Assumpcao พิมพ์ที่ ลิสบอน เมื่อค.ศ.1743


13.       นักวิชาการปอร์ตุเกสนำความรู้และความคิดทางตะวันตกมาสู่อินเดีย


14.       ด้านงานจิตรกรรม พระปอร์ตุเกสนิกายเยซูอิตนำมาสู่อินเดียโดยเฉพาะสมัยโมกุล


15.       โรงเรียนสอนดนตรีและมหาวิทยาลัยปอร์ตุเกสฝึกนักดนตรีชาวกัว ชาวปอร์ตุเกสฝึกศิลปินและอาจารย์ เพื่อส่งกลับมาสอนที่อินเดีย คนอินเดียรู้จักดนตรีตะวันตก ซึ่งมักเป็นเพลงทางศาสนาและอื่นๆ


16.       ปอร์ตุเกสสอนให้คนอินเดียรู้จักสูบบุหรี่และการปรุงอาหาร มีการนำบุหรี่เข้ามาอินเดียเมื่อค.ศ.1508 ปัจจุบันอินเดียสูบบุหรี่มากที่สุดในโลก และนอกจากนั้นได้นำพันธุ์พืช อันได้แก่ มะเขือเทศ มะละกอ สัปะรด มัน และพริก จากอเมริกาใต้มาปลูกในอินเดีย ถั่วจากอาฟริกาและบราซิล สาคูจากอาฟริกา (ข้าวโพดจากอเมริกา?)


อิทธิพลของอังกฤษ : บริษัทอินเดียตะวันออก เมื่อค.ศ.1585 พ่อค้าอังกฤษ 3 คน (Ralph Fitch John Newburry and William Leedes) อัญเชิญพระราชสาส์นของนางเจ้าเอลิซาเบธที่ 1 มาถวายพระเจ้าอัคบาร์ โดยเดินทางมาทางบกถูกปอร์ตุเกสจับตัวไว้ รอดชีวิตมาได้แต่ Fitch เมื่อเขากลับไปอังกฤษจึงได้เขียนเล่าเรื่องราวไว้


ในยุโรป อังกฤษชนะสงครามสเปน และอังกฤษสนใจตะวันออก เพราะคนอังกฤษนิยมเครื่องเทศมาก ปลายศตวรรษที่ 17 การค้าในยุโรปหยุดชะงักเพราะเกิดสงครามในทวีป


 



__________________


Senior Member

Status: Offline
Posts: 379
Date:
Permalink   

ค.ศ.1580 สเปนครองปอร์ตุเกส จึงส่งเครื่องเทศให้ฮอลแลนด์แทนปอร์ตุเกส ตั้งแต่มีการค้นพบเส้นทางทะลไปตะวันออก โดย Vasco da Gama ทำให้ปอร์ตุเกสแย่งการค้าเครื่องเทศจากมอสลิม ซึ่งตอนนั้นเป็นผู้ผูกขาดแต่ผู้เดียว ฮอลแลนด์ก็สั่งเครื่องเทศจากลิสบอนไปขาย ราคาเครื่องเทศสูงขึ้นมาก ทำให้ฮอลแลนด์เดินทางมาหาแหล่งเครื่องเทศทางตะวันออกด้วยตนเอง การผูกขาดการค้าเครื่องเทศของสเปนจึงไม่มีอีกต่อไป การค้าเครื่องเทศของฮอลแลนด์ประสบผลสำเร็จมาก ทำให้เอลิซาเบธที่ 1 ส่งเรือประทับตราประจำพระองค์ออกแสวงหาแหล่งเครื่องเทศเพิ่มมากขึ้น ค.ศ.1600 เรืออังกฤษเดินทางมาอินเดีย 2 ครั้ง เพื่อจับจองแหล่งเครื่องเทศ ครั้งที่ 3 ค.ศ.1608 เดินทางมาด้วยเรือ 3 ลำ มี Hector และ William Hawkins มาเข้าเฝ้าจักรพรรดิจาหันกี Hawkin พูดภาษาเตอร์กอันเป็นภาษาแม่ของมองโกลได้ทำให้พระเจ้าจาหันกีทรงพอพระทัย Hawkin จึงเห็นหนทาง ที่จะทำให้จักรพรรดิทรงโปรดอังกฤษมากกว่าปอร์ตุเกส ก่อนที่จะลงมือทำการค้าอย่างจริงจัง


 พระเจ้าJames ที่ 1 ทรงให้เงินสนับสนุนอีก แต่ถ้าบริษัทไม่ได้กำไรภายใน 3 ปี จึงระงับ อังกฤษตั้งสถานีการค้าขึ้นที่ Agra, Ahmedabad และ Broach ต่อมาที่ Surat ในปีค.ศ.1619 การครองอินเดียของปอร์ตุเกสเริ่มเสื่อมลง (อังกฤษตั้งโรงงานและสถานีการค้าที่ Surat) สินค้ามีฝ้าย คราม ไหม เกลือ เครื่องเทศ เช่น ขิง พริกไทย อบเชย สินค้าที่ซื้อจากอินเดียในราคา 2 ล้านดอลล่าร์ เมื่อไปถึงอังกฤษขายได้ในราคา 10 ล้านดอลล่าร์


ค.ศ.1613 บริษัทอังกฤษตั้งศูนย์กลางและขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ในค.ศ.1614 บริษัทมีเรือถึง 24 ลำ มีผลให้การค้าของอินเดียเจริญขึ้น ค.ศ.1634 อังกฤษดีกับปอร์ตุเกสเป็นครั้งแรกเพื่อกีดกันฮอลแลนด์ออกจากการค้าเครื่องเทศตามหมู่เกาะต่างๆ แต่ไม่สำเร็จ อังกฤษกับฮอลแลนด์ไม่ลงรอยกันมาตั้งแต่ค.ศ.1613 เพราะเรื่องแย่งแหล่งค้าเครื่องเทศ แต่เมื่ออังกฤษตัดสินใจหันมาสนใจอินเดียเพียงประเทศเดียวและทิ้งหมู่เกาะให้ฮอลแลนด์ การทะเลาะจึงสิ้นสุดลงเมื่อค.ศ.1623 อังกฤษมีสถานีการค้าในอินเดียเพิ่มมากขึ้นเป็น 25 แห่งในค.ศ.1640 ชาและกาแฟ จากอินเดียเป็นที่นิยมของคนอังกฤษมาก ร้านชา กาแฟเกิดขึ้นทั่วไปในอังกฤษ แต่เป็นที่น่าเสียดายที่เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นเสียก่อน ทำให้ธุรกิจการค้าของบริษัทอิสต์อินเดียต้องซบเซาลง


ความรุ่งเรืองของบริษัทอีสต์อินเดียกลับมาอีกในสมัยพระเจ้าชาร์ลสที่ 2 (ค.ศ. 1660) พระเจ้าชาร์ลสที่ 2 ทรงอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงปอร์ตุเกสพระนามว่า แคธรีน ทรงได้รับเกาะบอมเบย์เป็นของขวัญ (ค.ศ.1661) แปดปีต่อมาทรงพระราชทานเกาะนี้ให้แก่บริษัทอีสต์อินเดีย ทรงสนับสนุนบริษัทด้วยการให้อำนาจบริษัทให้รายได้ให้มากขึ้น ให้สิทธิ์ทางกฎหมายในการคุ้มครองคนอังกฤษในอินเดีย และมีสิทธิ์ในการตัดสินใจทำสงครามต่อต้านมหาอำนาจอื่น


ขณะเดียวกันฮอลแลนด์พยายามขับไล่ปอร์ตุเกสออกจากฝั่งมาลาบาร์ และฝรั่งเศสพยายามเข้ามาตั้งสถานีการค้าที่อินเดียเช่นกัน ประมาณค.ศ.1700 เมืองต่างๆ เช่น บอมเบย์ มัดราส คัดดาลอร์ และกัลกัตตา ต่างสร้างป้อมปราการเพื่อป้องกันตนเอง โดยเฉพาะเมืองมัดราส ได้รับคำสั่งจากประเทศอังกฤษให้แยกเป็นเมืองหนึ่งโดยอิสระและสร้าง Fort St.George ขึ้นมาเพื่อเป็นศูนย์สั่งการทางฝั่งตะวันออก มี Elihu Yale ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองมัดราสระหว่างค.ศ.1687 ถึง 1692 (Elihu Yale เกิดที่ Boston เมื่อร่ำรวยจากอินเดียแล้วเขามาสร้างมหาวิทยาลัย Yale ที่ Connecticut) เรือของอีสต์อินเดีย บรรทุกสินค้าประเภทผ้ามุสลิน ผ้าไหม เครื่องเทศ ฝิ่น (ไปจีน) และชาไปขายทางตะวันตก


บริษัทอินเดียตะวันออกของฝรั่งเศส เกิดขึ้นสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 มาตั้งสถานีการค้าที่เมือง Pondicherry, Chardernagore, Surat, Masupattanan, Kassimbazar, Karikal และ Mahe บริษัทฯไม่ได้รับการสนับสนุนจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 จึงหาทางทำการค้าร่วมกับอังกฤษโดยได้10% จากรายได้ที่ทั้ง 2 บริษัททำได้ แต่บริษัทอังกฤษไม่ค่อยอยากทำการค้าร่วมกับฝรั่งเศส


ผู้ว่าการบริษัทฝรั่งเศสชื่อ Joseph Dupleix ใฝ่ฝันที่จะให้ฝรั่งเศสครองอินเดียเช่นเดียวกับอังกฤษ เขาคิดว่าเรื่องที่ควรทำอย่างเร่งด่วน คือ กำจัดอังกฤษและฮอลแลนด์ออกไปก่อน แล้วจึงค่อยจัดการกับพระราชาอินเดียภายหลัง เขาจึงเกลี้ยกล่อมให้นาบับแห่งแคว้นคาร์เนติค (Nawab of Carnatic) มาเข้าข้างตนด้วยการสัญญาว่าจะหาทางคืนเมืองมัดราสให้ ภายหลัง Dupleix ทำลายเมืองมัดราสและกองทัพของนาบับ เมื่อสงครามในยุโรปสงบ Dupleix สั่งให้หยุดสงครามกับทหารอังกฤษในอินเดีย เมืองมัดราสกลับไปเป็นของอังกฤษเพื่อแลกเปลี่ยนกับเมือง Louisburg ในแคนาดา


คนอังกฤษคนหนึ่งที่มีความคิดต่อต้าน Dupleix เสมอมา คือ Robert Clive เขาถูกส่งมาอยู่อินเดียตั้งแต่อายุ18ปี ในตำแหน่งทนายประจำบริษัทอิสต์อินเดีย แต่ความที่มีนิสัยที่เข้ากับเพื่อนร่วมงานในบริษัทไม่ได้ เขาจึงไปสมัครอยู่ในกองทัพของบริษัทอิสต์อินเดียและตั้งตนเป็นผู้นำทัพ เคยถูกทหารฝรั่งเศสจับไปขัง ทำให้เขาแค้นใจยิ่งนัก จึงพยายามขับฝรั่งเศสออกจากอินเดีย สงครามระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศสจึงเกิดขึ้นอีกอย่างไม่เป็นทางการ Dupleix เป็นฝ่ายแพ้สงคราม อังกฤษปลดพระราชาของแคว้น Carnatic ที่เข้าข้างฝรั่งเศสออก และตั้งพระราชาใหม่พร้อมกับค่อยๆ ครองเบงกอลทั้งหมด


ค.ศ.1696 บริษัทอังกฤษสร้าง Fort William ที่เมืองกัลกัตตา ทำความไม่พอใจให้แก่ นาบับ Ali Bardi Khan ที่มีความคิดว่าบริษัทอังกฤษชักจะลุกลามมากเกินไปเสียแล้ว แต่อังกฤษให้เหตุผลว่า สร้างไว้ป้องกันฝรั่งเศสโจมตี เมื่อนาบับ Ali Bardi Khan ตาย นาบับคนใหม่ คือ Siraj-ud-Daula ออกคำสั่งให้ผู้ว่าการบริษัทอีสต์อินเดียประจำกัลกัตตา คือ Drake ให้ยุติการสร้างทันที เพราะทราบว่าอังกฤษต้องการครองอินเดีย แต่ Drake ไม่ฟังเสียงยังคงสร้างต่อ นาบับจึงขอให้ฝรั่งเศสช่วย แต่ตอนนั้นฝรั่งเศสไม่มีอำนาจทางอินเดียเสียแล้ว กองทัพของนาบับต่อสู้กับอังกฤษจนได้รับชัยชนะ ทหารอังกฤษถูกนำไปขังที่คุกที่เรียกว่า Black Hole ที่รู้จักกันมาจนทุกวันนี้ทหารอังกฤษทนร้อนและความแออัดไม่ได้ วันรุ่งขึ้นพบว่าเสียชีวิตถึง 41คน ในจำนวนนักโทษ 65 คน


ค.ศ.1759 Robert Clive และ A. Watson ยกทัพตีเมืองกัลกัตตากลับคืนมาเป็นของอังกฤษ


ถอดนาบับ Siraj-ud-Daula จากบัลลังก์และนำสมบัติอันมีค่ามหาศาลในท้องพระคลังไป บริษัทอีสต์อินเดียเรียกร้องสิทธิในการเก็บภาษีจากรายได้ของพระราชาจากเมืองกัลกัตตาและเมืองรอบบริเวณนั้น ภายหลังจักรพรรดิโมกุล ชาห์ อาลัม ทรงแต่งตั้ง Clive ให้เป็นรัฐมนตรีเก็บภาษีรายได้ของแคว้นเบงกอล, บิหาร์และโอริสสา



__________________


Senior Member

Status: Offline
Posts: 379
Date:
Permalink   

ค.ศ.1773 อังกฤษออกกฎหมาย Regulating Act ให้บริษัทอินเดียตะวันออกอยู่ภายใต้รัฐบาลอังกฤษ และตั้ง Warren Hastings เป็นผู้ปกครองคนแรกของเบงกอล เขาเป็นผู้ที่ให้ความสนใจเกี่ยวกับอารยธรรมอันเก่าแก่ของอินเดียและพยายามให้โลกตะวันตกรู้จัก ขณะนั้นอินเดียมีกลุ่มที่มีอำนาจ 3 กลุ่ม คือ สมาคมมาราธา ไนเซมแห่งไฮเดอราบัด และไฮเดอร์อลีแห่งไมซอร์ ทั้งสามตั้งตนเป็นอิสระไม่ขึ้นต่ออังกฤษ


         ผู้ปกครองคนต่อมา คือ Lord Wellesley สามารถชนะไฮเดอราบัด ไมซอร์ และต่อมาสมาคมมาราธาต้องสลายตัว การสลายตัวนี้มีผลเสีย คือ


1.         ผู้คนเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก


2.         สูญเสียผู้เป็นมันสมองของชาติหลายคน


3.         แคว้นเปชวาร์สูญเสียนายทหารหลายคน เพราะแยกตัวไปตั้งรัฐอิสระใน Gwalior, Indore, Baroda, Berar


4.         ทำให้มอสเล็มไนเซมแห่งไฮเดอราบัดกลับมามีอำนาจใหม่และตั้งอาณาจักรอิสระ


5.         พวกซิกตั้งอาณาจักรใหม่ที่มีอำนาจและเป็นอิสระเช่นกัน


6.         ที่สำคัญ คือ เปิดโอกาสให้อังกฤษเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองในอินเดียมากขึ้น และค่อยๆ เข้าครอบครองอินเดียทั้งหมด


อาณาจักรซิก ทางตอนเหนือของอินเดียมีผู้นำซิกที่สำคัญ คือ Rangit Singh (ค.ศ.1799-1839) ที่เป็นผู้ทำให้คนมุสลิม ฮินดู และซิกมีฐานะเท่าเทียมกัน ทางด้านอังกฤษเมื่อได้เมืองเดลฮีและอักราแล้วค.ศ.1849 จึงเข้า มายึดแคว้นปัญจาป ตั้งกฎในการปกครองอินเดียใหม่ ดังนี้


1.         แคว้นอินเดียที่ไม่มีทายาทสืบต่อให้ตกเป็นของอังกฤษ


2.         ให้ลดเงินเดือนพนักงานชาวอินเดียหรือไล่ออกจากบริษัท


3.         ยึดที่ดินของชาวนาอินเดียในเบงกอล


4.         อังกฤษเป็นผู้ผูกขาดการค้า ฝิ่น คราม ปอ ชา


5.         ตั้งโรงเรียนชั้นสูงแบบอังกฤษ


6.         บังคับให้คนอินเดียใช้ภาษาอังกฤษไม่ให้ความสำคัญกับภาษาพื้นเมือง


        กฎข้อบังคับเหล่านี้ทำให้คนพื้นเมืองต้องอยู่ในภาวะลำบาก จึงก่อการจลาจล ร่วมกันต่อต้านคนต่างชาติ ในค.ศ.1858 บริษัทอินเดียตะวันออกของชาวอังกฤษสลายตัว อินเดียตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษที่ปกครองโดยผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระราชินีวิคตอเรียทรงดำรงตำแหน่งจักรพรรดินีของอินเดียอย่างเป็นทางการเมื่อค.ศ.1877 อังกฤษสร้างรัฐกันชนขึ้นมาป้องกันรัสเซีย คือ เนปาล ภูฐาน สิขิม และได้บาลุชิสถานมาไว้ในความครอบครอง ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์คนต่อมา คือ Lord Curzon ได้ทำประโยชน์ และโทษหลายอย่างให้อินเดีย เช่น สงบศึกด้านชายแดนอาฟกานิสถาน สร้างทางรถไฟ สร้างเขื่อน นำเข้าสินค้าจากอังกฤษ ทำให้อาชีพทอผ้า ตามชนบทต้องกระทบกระเทือน สนับสนุนการปลูกปอ (เบงกอล) ชา (ทางใต้) ทำให้อุตสาหกรรมของอินเดียเจริญมาก


เกิดขบวนการชาตินิยมในอินเดีย นักศึกษามหาวิทยาลัยได้รับการศึกษาแบบตะวันตก รวมตัวกันเรียกร้องให้คนรักชาติ ฟื้นฟูศาสนา สมาคมคนรักชาติเกิดขึ้นมากมาย เช่น สมาคมพรหมสมาส ของ Rammohan Roy รวมศาสนาและประเพณีอันเก่าแก่ของอินเดียปรับเข้ากับศาสนาคริสต์ สมาคมของ Dayasnanda Sarasvati ฟื้นฟูพระเวท และสมาคม Ramkrishna รวมประเพณีตะวันตกและของอินเดีย


           ค.ศ.1885 มีการตั้งสมาพันธ์ชาติอินเดีย ให้อินเดียมีสิทธิเท่าเทียมอังกฤษให้


1.         คนอินเดียมีสิทธิออกเสียงในสภา


2.         คนอินเดียมีสิทธิดำรงตำแหน่งข้าราชการชั้นสูง


ค.ศ.1896-1897 อินเดียประสบภาวะอดอยากและเกิดโรคระบาดและญี่ปุ่นทำสงครามชนะรัสเซีย ทำให้การต่อต้านตะวันตกมีมากขึ้น เพราะคิดว่าคนเอเซียสู้กับตะวันตกได้ เกิดผู้นำหัวรุนแรง คือ Tilak ไม่พอใจที่อังกฤษแบ่งเบงกอลจึงต่อต้านด้วยการ


1.         ตั้งเมืองที่มีแต่คนอิสลามเป็นส่วนใหญ่


2.         Boycott สินค้าผ้าจากอังกฤษ


3.         วางระเบิดไปทั่ว


4.         ชนกลุ่มน้อยมุสลิมเข้าเป็นสมาชิกสมาพันธ์มุสลิม (ตั้งแต่ค.ศ.1900) เพื่อรักษา ผลประโยชน์ของตนเอง


ค.ศ.1911 รัฐบาลย้ายที่ทำการมาเดลฮี


ค.ศ.1916 สัญญา Lacknow มีข้อตกลงว่าฮินดูและอิสลามต้องการอิสรภาพพร้อมร่วมสงครามกัน เพื่อต่อต้านอังกฤษ ทำให้คนตายมากโดยเฉพาะที่เมืองอมริสสา (ค.ศ.1919)


ค.ศ.1919 เดือนธันวาคม การปฏิรูป Montagu-Chelmsford มีข้อตกลงกันดังนี้


1.         แบ่งอำนาจปกครองในแคว้นต่างๆ


2.         อังกฤษสงวน การตำรวจและการดูแลภาษี


3.         อินเดียได้ดูแลการกสิกรรม อุตสาหกรรม การศึกษา สาธารณสุข ฯลฯ


ค.ศ.1869-1948 มหาตมะคานธี นำขบวนการรักชาติ กู้ชาติ ปลุกความคิดแบบเก่า และตั้งมั่นในกฎ 3 ข้อ คือ


1.         ความสัตย์จริง


2.         ไม่ใช้ความรุนแรง


3.         ความรักที่บริสุทธิ์ต่อเพื่อนมนุษย์


สัญลักษณ์ของเขา คือ หูกทอผ้า เขาให้ทุกคนทอผ้าใช้เองและหาเกลือทะเลเอง ไม่ต้องซื้อจากอังกฤษ ภายหลังเขาถูกจับ


ค.ศ.1928 เนรูห์ (ค.ศ.1916-1931) เสนอร่างรัฐธรรมนูญ


ค.ศ.1935 India Act บ่งว่าแคว้นได้สิทธิปกครองตนเองอย่างอิสระ แต่สิทธิพิเศษเป็นของผู้สำเร็จราชการ


แทนพระองค์


ค.ศ.1937 พม่าแยกตัวจากอินเดียมาเป็นอาณานิคมอังกฤษ มหาตมะ คานธี เรียกร้องอิสรภาพใหม่ มี เนรูห์


สนับสนุน


ค.ศ.1940 โมฮัมเม็ด จินนาห์ ผู้นำสมาพันธ์อิสลามต้องการตั้งรัฐอิสลามอิสระขึ้น เกิดปากีสถาน หลังสงคราม


โลกครั้งที่1 มหาตมะ คานธีขับไล่อังกฤษออกจากอินเดีย


ค.ศ.1947 เกิดการต่อสู้กันอย่างนองเลือดระหว่างฮินดูและอิสลาม


ค.ศ.1948 มหาตมะ คานธีถูกลอบสังหาร


ค.ศ.1947-1964 เนรูห์ เป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ เขาเริ่มการบริหารประเทศด้วย


1.         จัดระเบียบการปกครองใหม่


2.         รวมรัฐอิสลามไฮเดอราบัดไว้ส่วนกลาง


3.         ตั้งรัฐธรรมนูญสำหรับสาธารณรัฐร่วมอินเดีย แบ่งเป็น 27 รัฐ แต่ละ รัฐมีผู้ปกครองและสภาของตนเอง


4.         สิขิมอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของอินเดีย


5.         จัดระเบียบที่ดินใหม่ พัฒนาเกษตรกรรม เพราะคนหนาแน่นและอยู่ใน สภาวะอดอยาก


6.         พัฒนาอุตสาหกรรม เหมืองแร่ สร้างโรงงานถลุงเหล็ก


7.         พัฒนาการศึกษา


8.         รณรงค์ต่อต้านประเพณีเก่า เช่น การบูชาวัว การแบ่งชั้นวรรณะ


9.         สำรวจสัมโนครัว


10.       เปิดสัมพันธไมตรีกับจีน (จูเอนไล) และรัสเซีย



__________________


Senior Member

Status: Offline
Posts: 379
Date:
Permalink   




ปัญหาแคชเมียร์


ค.ศ.1947 มหาราชาแคชเมียร์เซ็นสัญญาตกลงกับปากีสถานตามที่ตกทอดมาจากอังกฤษ แต่ภายหลังเปลี่ยนใจไปเข้ากับอินเดีย สมัยที่อิสลามก่อจลาจลและอินเดียมาปราบ


ค.ศ.1957 สหประชาชาติ แบ่งแคชเมียร์ให้อินเดียในส่วนที่มีคนอินเดียอยู่ ปากีสถานครองถิ่น Gilgit จีนครองที่ราบสูง Aksai-Chin


ค.ศ.1965 อินเดียได้รับอิสรภาพ


________________________________________


หนังสืออ้างอิง


Altas historique. Paris : Stock.


Burton Stein, A History of India. Oxford : Blackwell, 1998.


Georg Feuerstein and others, In Search of The Cradle of Civilization. Madras : Quest, 1995.


Krishna Das Rag, India : A Journey through the Ages. New York : Vantage Press, 1995.

Sheila R. Canby, Persian Painting. London : British Museum Press, 1993.

ขอขอบคุณ 

ดร.สุนันทา ฟาเบรอ


http://www.stjohn.ac.th



-- Edited by Bollywood2Thai at 09:33, 2005-03-26

__________________
Page 1 of 1  sorted by
 
Quick Reply

Please log in to post quick replies.

Tweet this page Post to Digg Post to Del.icio.us


Create your own FREE Forum
Report Abuse
Powered by ActiveBoard