Members Login
Username 
 
Password 
    Remember Me  
Post Info TOPIC: มหาภารตะในฐานะเป็นวรรณคดีโลก


Senior Member

Status: Offline
Posts: 379
Date:
มหาภารตะในฐานะเป็นวรรณคดีโลก
Permalink   


  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงแสดงปาฐกถานำในการประชุมวิชาการ มหากาพย์มหาภารตะ : ความสัมพันธ์ที่มีต่อวัฒนธรรมไทย ครั้งที่ ๑ ๒๕-๒๖ ตุลาคม ๒๕๓๓ ณ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในหัวข้อ "มหาภารตะในฐานะเป็นวรรณคดีโลก" โดยข้อความสุดท้ายของการปาฐกถา พระองค์ท่านได้ทรงยกคำวิจารณ์ของ Winternitz* มาอ่านให้ฟังความว่า

         For us, however, who do not look upon the Mahabharata with the eyes of believing Hindus, but as critical historians of literature it is everything but a work of art; and in any case we cannot regard it as the work of one author, or even of a clever collector and compiler.


     The Mahabharata as a whole is a literary monster. Never has the hand of an artist attempted the well-nigh impossible task of combining the conflicting elements into one unified poem. It is only unpoetical theologians and commentators and clumsy copyists who have succeeded in conglomerating into a heterogeneous mass parts which are actually incompatible, and which date from different centuries. But in this jungle of poetry, which scholarship has only just begun to clear, there shoots forth much true and genuine poetry, hidden by the wild undergrowth. Out of the unshapely mass shine out the most precious blossoms of immortal poetic art and profound wisdom.


     The very fact that the Mahabharata represents a whole literature rather than one single and unified work, and contains so many and so than any other book, to afford us an insight into the deepest depths of the soul of the Indian people.

         พวกเราผู้มิได้มองมหาภารตะ ในฐานะเป็นชาวฮินดูผู้เปี่ยมศรัทธา แต่ในฐานะนักประวัติวรรณคดีผู้ใฝ่รู้วิเคราะห์วิจารณ์ จะเห็นว่ามหาภารตะเป็นทุกอย่าง แต่มิได้เป็นงานศิลปะ ไม่ว่าจะพิจารณาอย่างไร มหาภารตะมิใช่ผลงานของกวีคนใดคนหนึ่ง หรือแม้แต่มีผู้รวบรวมผู้ชาญฉลาดกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง


         มหาภารตะในภาพรวมเป็นประดุจยักษ์มหึมาน่าสะพรึงกลัวแห่งวรรณศิลป์ ไม่เคยปรากฏมาก่อนว่าจะมีกวีผู้ใดผู้หนึ่งอาจหาญที่จะสร้างสรรค์ผลงานกวีนิพนธ์จากองค์ประกอบอันขัดแย้งกันถึงปานฉะนี้ จะมีก็แต่เพียงนักเทววิทยาผู้ไร้ความเป็นกวี อรรถกถาจารย์และอาลักษณ์ที่งุ่มง่ามเท่านั้นที่จะสามารถรวบรวมเรียบเรียงส่วนมหึมาต่าง ๆ อันกระจัดกระจายหลากหลายจากยุคสมัยต่าง ๆ กันให้กลายเป็นผลงานชิ้นเดียวกันได้


       แต่ในป่าชัฏแห่งกวีนิพนธ์นี้ซึ่งนักปราชญ์เพิ่งเริ่มแผ้วถางทางไว้ก็ปรากฏกวีนิพนธ์งดงามจริงแท้อันถูกปกปิดอยู่ใต้ป่ารก ในเรื่องราวที่ดูไร้ระเบียบกลับมีดวงดอกไม้แห่งวรรณศิลป์อันอมตะและปัญญาอันรุ่งโรจน์แย้มบานสล้างเสลา เพราะเหตุว่ามหาภารตะ เป็นทั้งหมดของความเป็นวรรณคดียิ่งกว่าจะเป็นวรรณคดีเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ ทั้งประกอบด้วยความหลากหลายอันซับซ้อนพึงพิศวง จึงทำให้มหาภารตะเป็นวรรณคดีที่เหมาะสมที่สุดยิ่งกว่าวรรณคดีเล่มใดที่จะช่วยทำให้เราเข้าใจจิตวิญญาณส่วนที่ลึกซึ้งที่สุดของชาวภารตะ

         * Winternitz Maurice. A History of Indian Literature Vol. I. 2nd ed. New Delhi : Munshiram Manoharlal, 1977, p.326-327.
         ที่มา : วารสารภาษาและวรรณคดีไทย ปีที่ 17 ธันวาคม 2543, หน้า 10-11.



__________________


Senior Member

Status: Offline
Posts: 379
Date:
Permalink   

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงแสดงปาฐกถานำในการประชุมวิชาการ มหากาพย์มหาภารตะ : ความสัมพันธ์ที่มีต่อวัฒนธรรมไทย ครั้งที่ ๑ ๒๕-๒๖ ตุลาคม ๒๕๓๓ ณ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในหัวข้อ "มหาภารตะในฐานะเป็นวรรณคดีโลก" โดยข้อความส่วนหนึ่งในปาฐกถา พระองค์ท่านได้กล่าวถึงประเด็น ด้านปรัชญา จาก มหาภารตะ ไว้ว่า "ด้านปรัชญาความคิดนั้น มหาภารตะเป็นหลักฐานสำคัญของศาสนาฮินดูตอนแรก เป็นรากฐานโดยตรงของศาสนาในอินเดียปัจจุบัน เป็นลักษณะหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างลัทธิพราหมณ์แบบพระเวท มาเป็นความเชื่อแบบฮินดู เป็นลักษณะความคิดของชาวอินเดียคือการประสานความคิดที่แตกต่างไว้ด้วยกัน ไม่มีการตัดสิ่งใดออก ในช่วงก่อนหน้านั้นความคิดแบบอุปนิษัท แบบพุทธ หรือเชน เป็นความคิดแบบสละโลก มหาภารตะเป็นลักษณะไม่ทอดทิ้งสังคมและรวมสละโลกไว้ด้วย (เรื่องจตุราศรม) เรื่องจุดมุ่งหมายของชีวิต ได้แก่ กาม อรรถ ธรรม และโมกษะ เรื่องปรัชญาที่สำคัญคือภควัทคีตาตอนที่พระกฤษณะเป็นสารถีให้พระอรชุน เมื่อพระอรชุนเริ่มท้อแท้ที่จะต้องฆ่าฟันญาติพี่น้อง ครูอาจารย์ตัวเอง พระกฤษณะเตือนให้นึกถึงหน้าที่กษัตริย์ว่าจะต้องรบเพื่อธรรมะ (เป็นงาน "ธรรม" ของวรรณะ) เป็นการให้ความสำคัญแก่จริยธรรมที่กำหนดด้วยวรรณะมากกว่าศีลธรรมพื้นฐานอันเป็นหลักพุทธศาสนาซึ่งการฆ่าเป็นบาปเสมอ ภควัทคีตาให้ทางออกว่าการกระทำตามหน้าที่เป็นการกระทำที่ไม่เห็นแก่ตัว ไม่หวังผล เพราะผลเป็นเรื่องของพระผู้เป็นเจ้า เป็นทำนองหลักอนัตตา คือกรรมที่ไม่กลั้วด้วยกิเลสก็เป็นเพียงกริยา ไม่มีวิบากไม่มีรูป ไม่มีนามมารับวิบากเป็นภพเป็นชาติอีก

         เรื่องการไม่หวังผลนี้ยังนำไปสู่การปฏิบัติให้ถึงโมกษะด้วยความภักดี เป็นลักษณะที่มีในศาสนาอินเดียปัจจุบัน ภควัทคีตาแบ่งการปฏิบัติที่เรียกว่าโยคะออกเป็นสาม คือ ชญานโยคะ ประกอบด้วยความรู้ กรรมโยคะ ประกอบการบำเพ็ญยัญญพิธีหรือสมาธิภาวนา และภักติโยคะ ประกอบด้วยศรัทธาโดยแท้ในพระผู้เป็นเจ้า ชญานโยคะเป็นลักษณะแบบอุปนิษัท คือบุคคลยังไม่หลุดพ้นเมื่อยังไม่รู้ชัดว่าตนเป็นหนึ่งเดียวกับอาตมัน เมื่อรู้ก็หลุดพ้น หรือปรัชญาฝ่ายสางขยะ ถ้าไม่รู้ว่าปุรุษะ ประกฤตินั้น แยกจากกันได้ ก็ไม่หลุดพ้น กรรมโยคะคือการเจริญสมาธิภาวนาปฏิบัติยาก ภักติโยคะนั้นทำง่ายที่สุด ไม่ต้องสละโลก ไม่ต้องมีปัญญา มีปราชญ์อินเดียอธิบายว่าภักดีมี ๒ อย่าง คืออย่างลิงคือคนและพระเจ้าต้องช่วยกัน ต้องเหนี่ยวกันไว้ ส่วนแบบแมว คือภักดีสิ้นเชิงแบบแม่แมวคาบลูกแมวไปไหน ๆ"

         ที่มา : วารสารภาษาและวรรณคดีไทย ปีที่ 17 ธันวาคม 2543, หน้า 6-7.


__________________
Page 1 of 1  sorted by
 
Quick Reply

Please log in to post quick replies.

Tweet this page Post to Digg Post to Del.icio.us


Create your own FREE Forum
Report Abuse
Powered by ActiveBoard