โดย สุชญา ยาสุขแสง
ความนำ ที่มาของชื่อ เป็นเรื่องที่บอกว่า ชื่อที่ได้ รับการตั้งนั้น มีเหตุมาจากอะไรบ้าง หรือบ่งบอกว่า เหตุที่ได้ชื่อว่าเช่นนั้น เพราะเป็นอะไร เคยกระทำ สิ่งใดไว้ หรือบุคคลที่ได้ชื่ออย่างนั้น ทำกรรมในอดีตหรือในปัจจุบันอะไรไว้บ้าง ทำไมจึงได้ชื่ออย่างนั้น และชื่อบางชื่อยังสะท้อนให้เห็นกรรมและผลของกรรม หรือเหตุการณ์ของบุคคลเหล่านั้นที่ประสบพบมา อนึ่ง เนื่องจากคนปัจจุบันนิยมเปลี่ยนชื่อ กันมาก ชื่อบางชื่อ หากเปลี่ยนชื่อแล้ว จะทำให้ ความหมายของชื่อที่พ่อแม่ที่ตั้งไว้เปลี่ยนไปก็ได้ หรือในชื่อบางชื่อ ที่ตั้งไว้ อาจจะบอกเรื่องราว เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น ก็ได้ ดังนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมศรัทธาความเชื่อว่า กรรมมีจริง ผลของกรรมมีจริง ทำกรรมสิ่งใดไว้ ย่อมได้รับผลของกรรมนั้น ทำดี ได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว แม้จะเปลี่ยนชื่อให้ดีอย่างไร หากยังประพฤติไม่ดีทางกาย วาจา ใจ ชื่อดีนั้นก็ช่วยอะไรไม่ได้ หากจะให้ดีจริงแล้ว ต้องเชื่อกรรม เมื่อได้ชื่อดีมาแล้ว และประพฤติดีทางกาย วาจา ใจ ก็จะทำให้ชื่อดีกับการกระทำนั้น ส่งเสริมเราให้มีความเจริญ รุ่งเรือง ในการนำเสนอ ที่มาของชื่อ ผู้เรียบเรียงจะขอสรุปและนำเสนอใน ๙ ประเด็น คือ ๑. ชื่อพ่อแม่ตั้งให้ ตั้งไว้ตอนเด็กอย่างใด ก็ยังคงอยู่อย่างนั้น เช่น อานนท์ นันทะ โอสธ ปันถกะ พากุละ จิตตะ ในที่นี้จะยกตัวอย่าง เช่น ชื่อว่า อานนท์ เพราะตอนเกิดทำให้ญาติร่าเริงบันเทิงใจ มีเรื่องกล่าวไว้ว่า ท่านบังเกิดในเรือนของเจ้าอมิโตทนศากยะ กรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ ท่านเกิดแล้วทำพระญาติทั้งมวลของท่านให้ร่าเริงบันเทิงใจ เพราะฉะนั้น พระประยูรญาติจึงขนานพระนามของท่านว่า อานันทะ ท่านบวชแล้ว บรรลุธรรมเพียงโสดาบัน จากการฟังธรรมที่พระปุณณะ มันตานีบุตรแสดง และหลังจากพระพุทธเจ้าปริพพานแล้วได้ ๓ เดือนจึงได้บรรลุพระอรหัตผล ได้รับยกย่องจาก พระพุทธเจ้าว่าเป็นขุนคลังธรรม ท่านมีความเป็นเลิศหลายอย่าง เลิศกว่าเหล่าภิกษุสาวกผู้เป็นพหูสูต ผู้มีสติทรงจำ ผู้มีคติ ผู้มีธิติ และผู้เป็นอุปัฏฐาก๑ เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า ท่านได้ชื่อเช่นนี้ เพราะพระประยูรญาติตั้งไว้ และชื่อท่านก็ดี การปฏิบัติตนของท่านก็ดี ย่อมทำให้ผู้ที่มาหาท่าน มีความบันเทิงใจทุกคนชื่อว่า โอสธ เพราะท่านเกิดมามีแท่งยา ในมือ มีเรื่องกล่าวไว้ว่า ท่านถือปฏิสนธิในครรภ์แห่งนางสุมนา ผู้เป็นภรรยาเศรษฐี ปัจฉิมยวมัชฌคาม กรุงมิถิลา เมื่อล่วง ๑๐ เดือน นางสุมนาเทวีคลอดบุตรมีพรรณดุจทองคำ ขณะคลอด ท้าวสักกะทอดพระเนตรดูมนุษย์โลกทรงทราบว่า โพธิสัตว์คลอดจากครรภ์มารดา คิดว่า ควรที่เราจะทำพระพุทธางกูรนี้ให้ปรากฏในโลก จึงเสด็จมาด้วยกายที่ ไม่มีใครเห็นพระองค์ วางแท่งยา(โอสธฆฏิกะ)แท่งหนึ่งที่มือของท่าน แล้วเสด็จกลับไป ท่านรับแท่งยานั้นกำไว้ นางสุมนาเทวีเห็นแท่งยาในมือของท่านจึง ถามว่า ลูกได้อะไรมา ท่านตอบมารดาว่า ยา จ๊ะแม่ แล้ววางยาทิพย์ในมือมารดา กล่าวว่า แม่ครับ แม่จงให้ยานี้แก่เหล่าคนเจ็บป่วย นางสุมนาเทวีมีความร่าเริงยินดีเป็นอย่างยิ่ง จึงบอกแก่สิริวัฒกเศรษฐีผู้สามี สิริวัฒกเศรษฐี เป็นโรคปวดศีรษะมา ๗ ปี คิดว่า กุมารนี้เมื่อเกิดก็ถือยามา ทั้งพูดกับมารดาได้ในขณะที่เกิด ยาที่ผู้มีบุญเห็นปานนี้ให้ จักมีอานุภาพมาก แล้วจึงถือยานั้น ฝนที่หินบด แล้วเอาโอสถหน่อยหนึ่งทาที่หน้าผาก โรคปวดศีรษะที่เป็นมา ๗ ปี ก็ หายไป เศรษฐีดีใจว่า ยามีอานุภาพมาก ความที่ท่านถือยามาก็ปรากฏไปในที่ทั้งปวง บรรดาผู้เจ็บป่วย ทั้งปวงพากันมาบ้านท่านเศรษฐีขอยา เศรษฐีก็ถือยาหน่อยหนึ่งฝนที่หินบด ละลายน้ำให้แก่คนทั้งปวง เพียงใช้ยาทิพย์ทาตัวเท่านั้น ความเจ็บป่วยทั้งปวงก็สงบ มนุษย์ทั้งหลายมีสุขแล้วก็สรรเสริญว่า ยาในเรือนของสิริวัฒกเศรษฐีมีคุณมากแล้วหลีกไป เศรษฐี เมื่อตั้งชื่อ ก็ตั้งชื่อลูกว่า โอสธกุมาร เพราะเมื่อบุตรเกิดก็ถือยามาด้วย แต่คนทั้งหลาย ตั้งชื่อให้อีกว่า มโหสธกุมาร เพราะยามีคุณมาก๒ เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า ท่านได้ชื่อเช่นนี้ เพราะเหตุที่ท่านได้ช่วยเหลือผู้อื่น นำยาที่มีคุณมากมาให้แก่ผู้เจ็บป่วย ชื่อว่า พากุละ เพราะท่านเจริญเติบโตในสองตระกูล มีเรื่องกล่าวไว้ว่า ท่านถือปฏิสนธิในเรือนเศรษฐีกรุงโกสัมพี ตั้งแต่วันที่ท่านถือปฏิสนธิ สกุลเศรษฐีนั้นก็ประสบลาภอันเลิศยศอันเลิศ มารดาของท่านคลอดท่านแล้วคิดว่าเด็กนี้มีบุญ ทำบุญไว้แต่ก่อน เมื่อพี่เลี้ยงนางนมกำลังให้ท่านเล่นดำลงโผล่ขึ้น ในแม่น้ำยมุนา ปลาตัวหนึ่งเห็นท่านสำคัญว่าเหยื่อ ก็อ้าปากคาบเอาไป พี่เลี้ยงนางนมตกใจก็ทิ้งท่านหนีไป ท่านอยู่ในท้องปลา ต่อมาปลานั้นถูกจับได้ที่เมืองพาราณสี และถูกขายให้แก่ภรรยาเศรษฐีเมือง พาราณสี ภรรยาเศรษฐีผ่าท้องปลาพบท่านแล้วเลี้ยงไว้เป็นบุตร ฝ่ายมารดาเดิมทราบข่าว จึงขอบุตรคืน ตกลงกันไม่ได้ จนพระราชาทรงตัดสินให้ท่านเป็นทายาทของสองตระกูล นับแต่นั้นมา ตระกูลทั้งสองก็ประสบลาภอันเลิศยศอันเลิศอย่างยิ่ง จึงพากัน ขนานนามท่านว่า พากุลกุมาร เพราะสกุลทั้งสองเลี้ยงให้เติบโต ต่อมา ท่านบวชแล้ว บรรลุอรหัตผล มีอาพาธน้อย๓ เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า ท่านได้ชื่อ เช่นนี้ เพราะเหตุการณ์ที่ท่านประสบและคนที่เคยทำบุญไว้มาก ย่อมมีอานุภาพแห่งบุญคอยช่วยเหลือ ซึ่งตรงกับสำนวนไทยที่ว่า ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ นอกจากนี้ ท่านพากุลเถระนี้ ในอดีตชาติ เคยถวายยาแก่พระสงฆ์ ดังนั้น จึงทำให้ท่านเป็นคนไม่มีโรคภัยเบียดเบียน ๒. ชื่อที่มาจากแม่ เช่น สารีบุตร ปุณณะมันตานีบุตร ในที่นี้จะยกตัวอย่าง เช่น ชื่อว่า สารีบุตร เพราะมีแม่ชื่อสารี มีเรื่องกล่าวไว้ว่า ท่านถือปฏิสนธิในครรภ์ของสารีพราหมณีในบ้านอุปติสสะ ไม่ไกลกรุงราชคฤห์ ในวันตั้งชื่อ ญาติทั้งหลายได้ตั้งชื่อว่าอุปติสสะ เพราะเป็นบุตรของหัวหน้าตระกูล ในบ้านอุปติสสะ ต่อมา ท่านบวชแล้ว ได้บรรลุอรหัตผล มีปัญญามาก คน ทั่วไปเรียกชื่อของท่านว่า สารีบุตร เหตุเพราะท่านเป็นบุตรชายของแม่ที่มีชื่อว่าสารี๔ เรื่องนี้ แสดงให้เห็นว่า ท่านได้ชื่อเช่นนี้ เพราะอิทธิพลของแม่ที่มี ต่อลูก ส่วนชื่ออุปติสสะ ชื่อเดิมของท่านนั้น ก็มีเรียกบ้าง แต่ไม่มากนัก ๓. ชื่อที่มาจากโคตร เช่น กัจจายนะ โสณะ โกฬิวิสะ กัสสปะ โคตมะ ในที่นี้ จะยกตัวอย่าง เช่น ชื่อว่า กัจจายนะ เพราะท่านมีร่างกายมีผิวดังทอง มีเรื่องกล่าวไว้ว่า ท่านบังเกิดในเรือนแห่งปุโรหิตตระกูลชื่อว่ากัจจายนะ ในกรุงอุชเชนี ในวันขนานนาม มารดาบิดาปรึกษากันว่า บุตรของเรา มีร่างกายมีผิวดังทอง คงจะถือเอาชื่อของตนมาแล้ว จึงขนานนามท่านว่า กาญจนมาณพ พอท่านโตขึ้นแล้วก็ศึกษาไตรเพท เมื่อบิดาสิ้นชีพแล้ว ก็ได้ตำแหน่งปุโรหิตแทน และมีชื่อว่า กัจจายนพราหมณ์ เรียกตามตระกูล ต่อมา ท่านบวชแล้ว ได้บรรลุอรหัตผล ทั้งเป็นตัวแทนไปประกาศพระศาสนายังกรุงอุชเชนีอีกด้วย๕ เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า ท่านได้ชื่อเช่นนี้ เป็นเพราะอำนาจวงศ์ตระกูลเป็นสำคัญ ส่วนชื่อเดิม กาญจนะ ไม่มีคนรู้จักเลย นอกจากนี้ ท่านมีคุณมาก มีคุณใหญ่ เพราะท่าน เลิศด้านขยายเนื้อความย่อให้พิสดาร จึงชื่อว่า มหากัจจายนะ ชื่อว่า โสณะ โกฬิวิสะ เพราะเวลาเกิดท่านมีรัศมีร่างกายดุจรดด้วยทองสุกแดง และเกิดมาจากตระกูลของแพทย์(พ่อค้า) มีเรื่องกล่าวไว้ว่า ท่านถือปฏิสนธิในเรือนของอุสภเศรษฐี ตระกูลโกฬิวิสะ (หมายถึงโกฏิเวสสะ กล่าวคือตระกูลศูทร ผู้ถึงที่สุดโดยอิสริยยศ) ในเมืองกาลจัมปากะ ตั้งแต่เวลาที่ท่านถือปฏิสนธิ เครื่องบรรณาการหลายพันมาในสกุลเศรษฐี ในวันที่เกิดนั่นเอง ทั่วพระนครได้มีเครื่องสักการะสัมมานะเป็นอันเดียวกัน ต่อมาในวันตั้งชื่อท่านนั้น มารดาบิดาคิดว่า บุตรของเรารับชื่อของตนมาแล้ว รัศมีร่างกายของเขาดุจรดด้วยทองสุกแดง เพราะฉะนั้น จึงตั้งชื่อของท่านว่าโสณกุมาร ต่อมา ท่านบวชแล้ว ทำความเพียรอย่างมาก และได้บรรลุอรหัตผล๖ เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า ท่านได้ชื่อเช่นนี้ เป็นเพราะชื่อเดิมและตระกูลของตน ๔. ชื่อที่ได้รับเพราะบาปกรรม เช่น ขุชชุตตรา ปัญจปาปา ลกุณฑกภัททิยะ กุณฑธานะ ในที่นี้จะยกตัวอย่าง เช่น ชื่อว่า ขุชชุตตรา เพราะมีร่างกายค่อม มีเรื่องกล่าวไว้ว่า นางถือปฏิสนธิในครรภ์ของแม่นม ในเรือนของโฆสกเศรษฐี เวลาที่เกิดนางมีร่างค่อม เพราะฉะนั้น คนทั้งหลายจึงตั้งชื่อ ขุชชุตตรา เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่อุบัติ นางอยู่ในราชนิเวศน์ของพระเจ้ากรุงพาราณสี เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งประจำราชสกุลเป็นคนค่อม จึงทำการเย้ยหยันต่อหน้าเหล่าสตรีที่อยู่ด้วยกันกับตน เที่ยวทำอาการว่าเป็นคนค่อม เพราะเหตุนั้น นางจึงบังเกิดเป็นหญิงค่อม๗ เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า นางได้ชื่อเช่นนี้เพราะอำนาจกรรมเก่าแต่ปางก่อน ๕. ชื่อที่เกิดจากการกระทำ เช่นสามาวดี ปฏาจารา กุณฑลเกสา ในที่นี้จะยกตัวอย่าง เช่น ชื่อว่า สามาวดี เพราะล้อมรั้ว มีเรื่องกล่าวไว้ว่า นางเกิดเป็นลูกเศรษฐีชื่อภัททวติยะ มารดาบิดาตั้งชื่อให้นางว่า สามา ต่อมา นางทำเสียงของคน ที่รับทานของท่านโฆสกเศรษฐีให้เงียบเสียงลงได้ ด้วยการแนะให้สร้างรั้ว(วดี) โดยรอบแล้วทำประตูไว้ ๒ ประตู แล้วให้ตั้งสิ่งของไว้ภายใน ให้คนทั้งหลายมารับอาหารเข้าทางประตูหนึ่งออกอีกประตูหนึ่ง เพราะฉะนั้น นางจึงได้ชื่อว่าสามาวดี๘ เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า นางได้ชื่อเช่นนี้ เพราะกรรมที่ได้ทำดีไว้ในปัจจุบันชื่อว่า กุณฑลเกสา เพราะมีผมคล้ายตุ้มหู มีเรื่องกล่าวไว้ว่า นางถือปฏิสนธิในสกุลเศรษฐี กรุงราชคฤห์. บิดามารดาตั้งชื่อนางว่าภัททา เล่ากันว่า นางเมื่อโตเป็นสาวแล้ว นำโจรคนหนึ่งมาเป็นสามี แล้วถูกสามีหลอกไปฆ่าเพื่อชิงทรัพย์ที่ภูเขาสูงชั้น นางผลักโจรซึ่งเป็นสามีตกภูเขาแล้ว ไปบวชในสำนักนิครนถ์ ก่อนจะบวชนั้น พวกนิครนถ์ใช้ก้านตาลทึ้งถอนผมของนางแล้วจึงให้บวช ผมของนางเมื่อจะงอกขึ้นอีก ก็งอกขึ้นเป็นวงกลมคล้ายตุ้มหู โดยเป็นกลุ่มก้อนขึ้นมา เพราะเหตุนั้นนางจึงเกิดมีชื่อว่า กุณฑลเกสา ต่อมานางสนทนาธรรมกับพระสารีบุตร ได้เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว จึงได้ชื่อว่า ภัททา กุณฑลเกสา (บางแห่งเรียกว่า กุณฑลเกสี)๙ จากเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า นางได้ชื่อเช่นนี้ เพราะชื่อเดิม และลักษณะเฉพาะที่ปรากฏแก่บุคคลทั่วไป ๖. ชื่อที่ได้รับมาเพราะชื่อเดิมและสถานที่ เช่น อุรุเวลกัสสปะ คยากัสสปะ ในที่นี้จะยกตัวอย่าง เช่น ชื่อว่า อุรุเวลกัสสปะ เดิมชื่อ กัสสปะ แต่เพราะอยู่ที่อุรุเวลา จึงชื่อว่า อุรุเวลกัสสปะ มีเรื่องกล่าวไว้ว่า ท่านบังเกิดในสกุลพราหมณ์ มีชื่อว่า กัสสปะ ตามโคตรของตน เจริญวัยแล้วเรียนไตรเพท มีบริวารมาณพ ๕๐๐ ท่านตรวจดูสาระในคัมภีร์ (ไตรเพท) เห็นแต่ประโยชน์ส่วนปัจจุบันเท่านั้น ไม่เห็นประโยชน์ส่วนภายภาคหน้า ท่านไปยังตำบลอุรุเวลา แล้วบวชเป็นฤษีพร้อมกับบริวารของตน จึงมีชื่อว่า อุรุเวลกัสสปะ ต่อมา ท่านบวชแล้วบรรลุอรหัตผล มีบริวารมาก ปรากฏชื่อว่าอุรุเวลกัสสปะ เพราะท่านบวชในอุรุเวลาเสนานิคม๑๐ เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า ท่านได้ชื่อเช่นนี้ เพราะชื่อเดิม และสถานที่ท่านบวช ๗. ชื่อที่ได้รับเพราะรูปร่าง เช่น ปัญจ -สิขะ กีสาโคตมี อุคคะ ในที่นี้จะตัวอย่าง เช่น ชื่อว่า ปัญจสิขะ เพราะเป็นเทพบุตรมีผม ๕ แหยมห้อยอยู่เบื้องหลัง มีเรื่องกล่าวไว้ว่า ในชาติก่อน ท่านในเวลาทำกรรมที่เป็นบุญ ในถิ่นมนุษย์ยังเป็นหนุ่ม ในเวลาเป็นเด็กไว้ผม ๕ แหยม เป็นหัวหน้าเลี้ยงโค พาพวกเด็กแม้เหล่าอื่นทำศาลาในที่อันเป็นทางสี่แยก ขุดสระบัว ผูกสะพาน ปราบทางขรุขระให้เรียบ ขนไม้มาทำเพลาและไม้สอดเพลาของยาน ทั้งหลาย เที่ยวทำบุญแบบนี้ดังที่กล่าวมาแล้ว ก็ตายลงทั้งที่ยังเป็นหนุ่ม ร่างของเขานั้นเป็นร่างที่ น่ารัก น่าใคร่น่าชอบใจ ครั้นเขาตายแล้ว ก็ไปเกิดในเทวโลกชั้น จาตุมหาราชิกามีอายุ ๙ ล้านปี ร่างของเขาคล้ายกับกองทองมีขนาดเท่าสามคาวุต เขาประดับเครื่องประดับปริมาณ ๖๐ เล่มเกวียน พรมของหอม ประมาณ ๙ หม้อ ทรงผ้าทิพย์สีแดง ประดับดอกกรรณิการ์ทองแดง มีแหยม ๕ แหยมห้อยอยู่ที่เบื้องหลัง๑๑ ๘. ชื่อที่ผสมกัน เพราะรวมชื่อเดิมและ รูปร่างที่ปรากฏไว้ด้วยกัน เช่น กาฬุทายี พาหิยะ ทารุจีริยะ กัณหทีปายนดาบส อาณิมัณฑัพยดาบส ในที่นี้จะยกตัวอย่าง เช่น ชื่อว่า กาฬุทายี เดิมชื่อ อุทายี แต่เพราะดำ จึงชื่อว่า กาฬุทายี มีเรื่องกล่าวไว้ว่า ท่านถือปฏิสนธิในเรือนของอำมาตย์ ณ กรุงกบิลพัสดุ์ ใน วันเกิดก็เกิดพร้อมกับพระโพธิสัตว์แล ในวันนั้น ญาติทั้งหลายก็ให้นอนบนเครื่องรองรับคือผ้าแล้วนำไปถวายตัวเพื่อรับใช้พระโพธิสัตว์ เพราะเกิดในวันเดียวกับพระโพธิสัตว์ ในวันตั้งชื่อท่าน เหล่าญาติตั้งชื่อว่าอุทายี เพราะเกิดในวันที่ชาวนครทั่วไปมีจิตใจฟูขึ้น แต่เพราะท่านเป็นคนดำนิดหน่อยจึงเกิดชื่อว่ากาฬุทายี ท่านเล่นของเล่นสำหรับเด็กชายกับพระโพธิสัตว์จนเจริญวัย ต่อมา เมื่อพระโพธิสัตว์ออกบวช และตรัสรู้แล้ว ก็ได้บวช และบรรลุอรหัตผล๑๒ เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า ท่านได้ชื่อเช่นนี้ เพราะชื่อเดิม กับรูปร่างลักษณะประกอบกัน ชื่อว่า อาณิมัณฑัพยดาบส เดิมชื่อว่า มัณฑัพยะ แต่เพราะลิ่มไม้อยู่ในร่างกาย จึงชื่อว่า อาณิมัณฑัพยะ มีเรื่องกล่าวไว้ว่า ท่านเกิดในตระกูลเศรษฐี ในนิคมแห่งหนึ่ง มารดาบิดาตั้งชื่อว่า มัณฑัพยะ เมื่อมารดาบิดาตายแล้ว ก็สละทรัพย์ ออกบวชเป็นดาบส อยู่ปฏิบัติธรรมในป่าหิมพานต์ ต่อมา เดินทางเข้ามาในเมืองกาลิงคะ ถูกกล่าวหาว่าเป็นโจร และถูก ชาวบ้านนำตัวส่งพระราชา และ พระราชารับสั่งให้ฆ่าและเสียบประจาน เมื่อเจ้าหน้าที่กำลังใช้หลาวหลายชนิดเสียบท่าน แต่เสียบไม่เข้า ท่านก็ระลึกชาติได้ ได้เห็นกรรมของตนว่า ในชาติก่อน ท่านเมื่อจับแมลงวันได้แล้ว ก็ใช้หนามไม้ทองหลางเสียบตัวแมลงวัน ดาบสรู้ว่า ตนคงไม่อาจพ้นจากบาปนี้ได้ จึงกล่าวกับเจ้าหน้าที่ว่า ถ้าท่านต้องการจะเสียบเรา ก็จงใช้หลาวไม้ทองหลางเสียบเถิด เจ้าหน้าที่ได้ทำอย่างนั้น เสียบท่านประจานไว้ ต่อมาเมื่อความจริงปรากฏ ท่านพ้นผิด เจ้าหน้าที่จึงพากันมาถอนหลาวจากตัวท่าน แต่ก็ถอนออกไม่ได้ ท่านจึงกล่าวถึงคนเหล่านั้นว่า เราประสบทุกข์เช่นนี้ เพราะทำกรรมไว้ในปางก่อน ใครๆ ไม่อาจจะถอนหลาวออกจากตัวเราได้หรอก หากจะช่วยให้เรารอดตาย ก็จงตัดหลาวอันนี้ติดกับเนื้อของเราเถิด คนทั้งหลายก็พากันทำเช่นนั้น ตั้งแต่นั้นมา ภายในร่างกายของท่านจึงมีลิ่ม(อาณิ) อยู่เรื่อยมา มีเรื่องเล่าว่า คราวหนึ่ง ท่านเคยใช้หนามไม้ทองหลางที่แหลมๆ เสียบก้นแมลงวัน หนามไม้ทองหลางติดอยู่ในตัวแมลงวัน แต่แมลงวันไม่ตายเพราะถูกเสียบ จะตายเมื่อหมดอายุของตน ฉะนั้น ดาบสยังไม่ตายตราบที่กรรมยังไม่สิ้นไป ดังนั้น ท่านจึงมีชื่อใหม่ว่า อาณิมัณฑัพยะ๑๓ เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า ท่านได้ชื่อเช่นนี้ เพราะชื่อเดิม กับเหตุการณ์ ปัจจุบัน ผสมกับกรรมเก่าที่ได้กระทำมาแล้ว เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่าเด็กๆ ที่ชอบเล่นสนุกๆ ชอบรังแกสัตว์ คงจะได้รับผลของกรรมเช่นนี้เหมือน กัน ดังนั้น เราจึงควรมีเมตตา ไม่ควรรังแกสัตว์ ๙. ชื่อที่ผู้อื่นตั้งขึ้นให้ใหม่ เช่น อนาถ -ปิณฑิกะ กุมารกัสสปะ ในที่นี้จะยกตัวอย่าง เช่น ชื่อว่า อนาถปิณฑิกะ เพราะมีก้อนข้าว เพื่อคนยากไร้ มีเรื่องกล่าวไว้ว่า ท่านเกิดในเรือนของ สุมนเศรษฐี กรุงสาวัตถี บิดามารดาตั้งชื่อให้ว่า สุทัตตะ ต่อมา เมื่อเจริญวัยแล้ว ก็ตั้งโรงทาน บริจาคก้อนข้าวให้คนอนาถาทั้งหลาย จึงได้ชื่อว่า อนาถบิณฑิกะ๑๔ เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า ชื่อเดิมกับชื่อที่เกิดจากการบำเพ็ญคุณความดี หรือชื่อภายหลังนั้น บางครั้งก็มีคนรู้จักชื่อหลังมากกว่า ส่วนชื่อเดิม คนที่ไม่ใกล้ชิด อาจจะไม่รู้จักเลย นอกจากนี้ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ภายหลังได้บรรลุธรรม และสร้างวัดเชตวันถวาย พระพุทธเจ้า ด้วยการบริจาคทรัพย์ถึง ๕๔ โกฏิ ชื่อว่า กุมารกัสสปะ เดิมชื่อ กัสสปะ แต่เพราะไปซ้ำกับผู้อื่น เขาจึงเรียกชื่อใหม่ว่า กุมาร - กัสสปะ เพราะบวชตั้งแต่ยังเป็นเด็ก มีเรื่องกล่าว ไว้ว่า ท่านเกิดในครรภ์ของหญิงคนหนึ่งใน กรุงราชคฤห์ หญิงนั้นอ้อนวอนมารดาก่อนเพื่อจะบวช แต่ก็ไม่ได้บวช จนมีสามี ไม่รู้ตัวว่าตั้งครรภ์ เมื่อจะบวช จึงเอาใจสามี และสามีก็อนุญาต นางบวชเป็นภิกษุณีอยู่ในสำนักภิกษุณี ภิกษุณีทั้งหลาย เห็นนางมีครรภ์ จึงถามพระเทวทัต พระเทวทัตก็บอกว่า นางไม่เป็นสมณะ แล้วยังสงสัยก็ไปทูลถามพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้ารับสั่งให้พระอุบาลีเถระรับเรื่องไปวินิจฉัย พระเถระเชิญตระกูลชาวกรุงสาวัตถี และนางวิสาขาอุบาสิกาให้ตรวจ ท่านได้ข้อเท็จจริงแล้วจึงวินิจฉัยว่า นางตั้งครรภ์มาก่อน บรรพชาจึงไม่เสียพระพุทธเจ้า ประทานสาธุการรับรองแก่พระเถระ ภิกษุณีนั้นคลอดบุตรเช่นกับหล่อด้วยแท่งทองคำ พระเจ้าปเสนทิโกศลโปรดให้รับเด็กนั้นมาชุบเลี้ยง พระราชทานนามว่ากัสสปะ เมื่อกัสสปะเติบโตพอแล้ว จึงทรงนำไปฝากไว้ยังสำนักพระศาสดาให้บวช ท่าน บวชครั้งยังเป็นเด็กรุ่น พระผู้มีพระภาคตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า พวกเธอจงเรียกกัสสปะมา จงให้ผลไม้นี้บ้าง ของเคี้ยวนี้บ้างแก่กัสสปะ ภิกษุทั้งหลายสงสัยว่า กัสสปะองค์ไหน (เพราะพระที่ชื่อกัสสปะมีหลายองค์) จึงพากันขนานนามว่า กุมารกัสสปะ ตั้งแต่นั้นมา แม้ครั้งท่านแก่เฒ่า ก็ยังเรียกกันว่า กุมารกัสสปะ อยู่นั่นเอง๑๕ เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า ท่านได้ชื่อ อย่างนี้ เพราะต้องการให้ความสะดวกแก่คนที่เรียกหา ดังนั้นชื่อของท่าน จึงเกิดขึ้นมาจากการที่ผู้อื่นตั้งไว้ ที่มาของชื่อทั้ง ๙ ดังกล่าวมานี้ ก็คือที่มาของชื่อของบุคคลต่างๆ เรื่องนี้แม้หลายคนจะคิดว่า เป็นเรื่องเล็กๆ น้อย ๆ แต่ก็น่าสนใจ ฉะนั้น ชื่อของบุคคลต่างๆ มีมากมาย เช่น อายุวัฒนกุมาร มัฏฐ -กุณฑลี องคุลิมาล อหิงสกะ สักกะ สหัสสเนตตะ จักขุปาละ ปูรณะ กัสสปะ มักขลิโคศาล อชิตะเกสกัมพล พิมพิสาร อชาตสัตตุ สุภะ โชติกะ ขันติวาที สุวัณณสาม เวสสันดร ชื่อต่างๆ เหล่านี้ รอให้ท่านมาพิสูจน์กัน ขอให้ผู้ที่สนใจเรื่องชื่อและการเปลี่ยนขื่อ มาศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมเถิด หวังเป็นยิ่งว่า เรื่องราวเหล่านี้ คงจะเป็นประโยชน์ในการศึกษาเรียนรู้ เกี่ยวกับชื่อของบุคคลสำคัญต่างๆ ในทางพระพุทธศาสนา เพราะหากจะเรียนรู้พระพุทธศาสนาอย่างเข้าใจแล้ว แม้เพียงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ควรเรียนรู้ไว้ด้วย สุดท้ายนี้ ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และบุญกุศลที่ได้บำเพ็ญมา จงรวมกันเป็นตบะเดชะพลวปัจจัย เป็นอุปนิสัยตามส่งให้ท่านจงปราศจากทุกข์โศกโรคภัย มีความเกษมสำราญ ทุกเมื่อ สวัสดี.
* ป.ธ. ๙, พธ.บ. (ครุศาสตร์), พธ.ม.(พระพุทธศาสนา), เจ้าหน้าที่ตำราวิชาการ ฝ่ายคัมภีร์พุทธศาสน์ กองวิชาการ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย๑ อรรถกถาอังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ข้อ ๒๑๙ - ๑๓๓ หน้า ๒๕๖ - ๒๖๔๒ อรรถกถาชาดก มหานิบาต เล่ม ๙ หน้า ๒๑๑ - ๒๑๒๓ อรรถกถา อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ข้อ ๒๒๖ หน้า ๒๗๓ - ๒๗๔๔ อรรถกถา อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ข้อ ๑๘๙ หน้า ๑๔๐๕ อรรถกถา อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ข้อ ๑๙๗ หน้า ๑๘๔ - ๑๘๖๖ อรรถกถา อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ข้อ ๒๐๕ หน้า ๒๐๘ - ๒๑๒๗ อรรถกถา อังคุตรนิกาย เอกนิบาต ภาค ๑ เล่ม ๑ ข้อ ๒๖๐ - ๒๖๑ หน้า ๓๘๖ และ อรรถกถาธรรมบท อัปปมาทวรรค ภาค ๒ หน้า ๖๑๘ อรรถกถา อังคุตรนิกาย เอกนิบาต ภาค ๑ เล่ม ๑ ข้อ ๒๖๐ - ๒๖๑ หน้า ๓๘๖ และ อรรถกถาธรรมบท อัปปมาทวรรค ภาค ๒ หน้า ๗๒๙ อรรถกถา อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ข้อ ๒๔๓ หน้า ๓๒๔ - ๓๓๐๑๐ อรรถกถา อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ข้อ ๒๒๔ หน้า ๒๒๔ - ๒๖๗๑๑ อรรถกถา ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ข้อ ๒๙๓ หน้า ๒๕๗๑๒ อรรคกถา อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ข้อ ๒๒๕ หน้า ๒๖๘ - ๒๗๐๑๓ ชาดกอรรถกถา ทสกนิบาต เล่ม ๕ หน้า ๔๐๐ - ๔๐๒๑๔ อรรคกถา อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ข้อ ๒๔๙ หน้า ๓๓๘๑๕ อรรถกถา ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ข้อ ๔๐๖หน้า ๔๒๓ - ๔๒๔