Members Login
Username 
 
Password 
    Remember Me  
Post Info TOPIC: มหาภารตะกับมหากาพย์แห่งมนุษยชาติ


Senior Member

Status: Offline
Posts: 379
Date:
มหาภารตะกับมหากาพย์แห่งมนุษยชาติ
Permalink   


          


            บทสัมภาษณ์ฌอง-คล้อด เกร์ริเยร์ นักประพันธ์ชาวฝรั่งเศสผู้มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะนักเขียนบทละครมือฉมัง ผู้มีผลงานละครมาแล้วกว่า ๕๐ เรื่อง เขาเคยร่วมงานกับผู้กำกับชื่อดังอย่างลูอิส บุนญวล และอันเดรย์ ไวดา มาแล้ว เกร์ริเยร์ได้นำมหากาพย์แห่งอินเดีย เรื่อง มหาภารตะ แห่งชมพูทวีปมาดัดแปลงให้โลดแล่นบนเวทีละครของตะวันตก โดยที่โครงการนี้กินเวลายาวนานนับทศวรรษ


โดย มหาภารตะ





คุณทำอย่างไรให้คนยุโรปหรืออเมริกัน เข้าถึงงานอย่าง มหาภารตะ ได้


 


      ในช่วงครึ่งทศวรรษที่ผ่านมา ชาวตะวันตกประสบความสำเร็จในการทำให้ชาวญี่ปุ่น อัฟริกัน และพาทาโกเนียนจำนวนมากเข้าใจและมีอารมณ์ร่วมไปกับงานของเชคสเปียร์ โมสาร์ท และปิกัสโซได้ แล้วเหตุใดเราจะทำในทางกลับกันไม่ได้ ทำไมชาวตะวันตกจะรับเชคสเปียร์ โมสาร์ท และปิกัสโซในวัฒนธรรมอื่นไม่ได้เล่า แม้จะมีอุปสรรคหลายอย่างบนความแตกต่างเชิงวัฒนธรรมซึ่งยากที่เราจะฝ่าฟันไปให้พ้น เพราะเป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็น


      ยกตัวอย่าง คนยุโรปมักกักขังตัวเองอยู่ในปราการทางวัฒนธรรม ซึ่งตลอดเวลามาที่วัฒนธรรมอื่นๆ มาหยุดกึกอยู่ได้ที่ปากประตู เป็นอย่างนี้เรื่อยมา จนถึงต้นศตวรรษที่ ๒๐ นี้เองที่ศิลปินรุ่นใหม่เริ่มทลายกำแพงนี้ลงมา


        ก่อนหน้านั้น ตั้งแต่ศตวรรษที่ ๑๘ ขึ้นไป มีอยู่บ้างเหมือนกันที่คนจำนวนหนึ่งพยายามค้นหาโลกอื่นๆ ที่แตกต่างออกไป แต่มักต้องกระทำโดยลำพัง ฟังแล้วก็น่าแปลกใจนะ ที่ ภควัทคีตา ซึ่งโด่งดังไปทั่วโลกตะวันออก กลับไม่ปรากฏว่ามีใครแปลออกเป็นภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสจนกระทั่งปลายศตวรรษที่ ๑๘ ก่อนช่วงปฏิวัติฝรั่งเศสเพียงไม่กี่ปี


 


     สาเหตุก็คือแรงต่อต้านจากข้างใน โดยเฉพาะการต่อต้านจากฝ่ายศาสนจักรนั้นรุนแรงมาก สมัยศตวรรษที่ ๑๕ พระรูปหนึ่งชื่อลูอิส เด ลีองถูกจำคุกนานห้าปีเพราะไปแปลเรื่อง The Song of Solomon เป็นภาษาสเปนเข้า แม้เรื่องนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของคัมภีร์ไบเบิลก็ตามที แต่การเผยแพร่ข้อเขียนภาษายุโรปที่แปลกปลอมจากวัฒนธรรมของศาสนาคริสต์นั้นเป็นการกระทำที่โดดเด่นราวกับวีรบุรุษ ซึ่งจะกระทำได้ก็แต่เฉพาะบุคคลที่มีสถานะสูงเท่านั้น


 


      สำหรับเรื่องมหาภารตะ ยังไม่เป็นที่รู้จักในหมู่ชาวยุโรปจนถึงปลายศตวรรษที่ ๑๙ การแปลมหาภารตะนั้นต้องใช้ความพยายามอย่างมาก มหากาพย์เรื่องนี้ยาวกว่าคัมภีร์ไบเบิลถึง ๑๕ เท่าตัว คนแรกที่เริ่มแปลงานเป็นภาษาฝรั่งเศสนั้น ใช้เวลาถึง ๒๕ ปีโดยให้ผู้อ่านสมัครเป็นสมาชิก เริ่มแรกมีจำนวนสมาชิกถึง ๒๐๐ คน แต่จำนวนลดน้อยถอยลงเรื่อยๆ เนื่องจากค่อยๆ ล้มหายตายจากไป ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังตั้งหน้าตั้งตาทำงานต่อไปคนเดียว อย่างไม่ได้อะไรตอบแทนด้วย ท้ายที่สุดก็จากไปทั้งที่งานยังค้างคาอยู่ จากนั้นก็มีคนมารับช่วงต่อ แต่ก็ต้องตายไปอีก การแปลมหากาพย์เรื่องนี้เป็นฝรั่งเศสก็เลยไม่สำเร็จ งานแปลเป็นภาษาอื่นๆ ที่ไม่ใช่ภาษาอินเดีย มีเพียงภาษาอังกฤษชุดเดียวเท่านั้น ซึ่งแปลโดยคนอินเดีย และเสร็จสิ้นในราวปี ๑๙๐๐ พอถึงทศวรรษ ๑๙๓๐ มีชาวอเมริกันในชิคาโกเริ่มแปลครั้งใหม่ แต่ก็จำต้องทิ้งงานไปนี้ทั้งที่ยังไม่สำเร็จ


 


      ที่น่าแปลกใจก็คือ ก่อนปี ๑๙๘๕ ชาวยุโรปทั่วไปไม่เคยมีใครรู้จักมหาภารตะเลย


 


       มหากาพย์นี้มีคุณเป็นผู้ดัดแปลงบท ออกแสดงบนเวทีครั้งแรกในปี ๑๙๘๕ มีปีเตอร์ บรู๊กเป็นผู้กำกับ


 


      ใช่ครับ ละครเรื่อง มหาภารตะ ออกแสดงครั้งแรกในเทศกาลอะวินยอน ความยาวเก้าชั่วโมง มีทั้งแบบที่เป็นตอนๆ แบ่งแสดงสามคืน หรือถ้านักแสดงอยากเล่นรวดเดียวจบ เราก็จะเล่นกันทั้งวันหรือทั้งคืนเลย ในคณะมีนักแสดง ๒๕ คน ซึ่งมีเชื้อชาติแตกต่างกันไป ๑๖ ชาติ


 


      ตลอดระยะเวลา ๓ ปี ละครเรื่องนี้ได้เปิดแสดงไปทั่วโลก ทั้งในพากย์ภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส มีคนดูแน่นขนัดในทุกที่ ไม่นานเราก็ตระหนักว่า นอกจากเสน่ห์ของเนื้อเรื่องแล้ว งานกำกับที่เปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจของปีเตอร์ บรู๊ก ความสามารถของนักแสดง บวกกับความลึกซึ้งบางประการของเรื่อง โดนใจชาวตะวันตกอย่างจัง และตรึงใจไปนานด้วย


 



-- Edited by Bollywood2Thai at 17:00, 2005-04-07

__________________


Senior Member

Status: Offline
Posts: 379
Date:
Permalink   

       คำว่า มหา ในภาษาสันสกฤต แปลว่า “ยิ่งใหญ่” หรือ “ทั้งหมด” ส่วนภารตะ ความหมายอย่างแรกนั้น เป็นชื่อของนิทานผจญภัย แต่อีกความหมายหนึ่ง เป็นชื่อตระกูลหรือเผ่าพงศ์ ฉะนั้น ชื่อของมหากาพย์เรื่องนี้อาจหมายถึง “มหากาพย์อันยิ่งใหญ่แห่งราชวงศ์ภารตะ” แต่คำว่า ภารตะ ยังมีความหมายสืบเนื่องออกไปอีก แปลว่า “ฮินดู” หรือเรียกกว้างๆ ได้ว่า “มนุษย์” เพราะฉะนั้น เรื่องนี้จึงน่าจะเป็น “ประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่แห่งมนุษยชาติ”


      ที่จริงแล้ว บทบรรยายสำคัญของ “มหากาพย์อันยิ่งใหญ่ของโลก” เรื่องนี้ เกี่ยวข้องกับการต่อสู้อย่างดุเดือดและยาวนานระหว่างสองตระกูลที่เกี่ยวดองกัน ได้แก่ พี่น้องปาณฑพห้าคน และตระกูลเการพซึ่งมีสมาชิกหนึ่งร้อยคน ความขัดแย้งระหว่างตระกูลนั้นก่อเกิดและรุนแรงขึ้นเนื่องจากความต้องการเป็นใหญ่ จนลงเอยด้วยมหาสงครามและมีชะตาของโลกเป็นเดิมพัน



คุณหาญกล้าที่จะทำงานใหญ่ขนาดนี้ได้อย่างไรกัน เริ่มต้นด้วยการอ่านเรื่องนี้หรือเปล่า หากเป็นเช่นนั้น คุณอ่านจากฉบับภาษาอังกฤษหรือสันสกฤต


     เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นโดยความบังเอิญและความตั้งใจประกอบกัน ที่ว่าบังเอิญฏ้คือการที่ผมมีโอกาสพบกับฟิลิปป์ ลาวาสติน ผู้เชี่ยวชาญภาษาสันสกฤตซึ่งตอนนี้อายุราวแปดสิบแล้ว เขาชวนผมกับปีเตอร์ บรู๊ก ไปที่บ้านในเย็นวันหนึ่ง และเริ่มคุยเรื่อง มหาภารตะ ให้ฟัง อารมณ์สนุกสนาน อบอุ่นในแบบของเขานั่นแหละ


      เราแทบจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย ความรู้ของเรามีเพียงจากที่เคยอ่าน ภควัทคีตา ทำให้เรายิ่งตื้นเขินโดยเห็นว่า ภควัทคีตา เป็นอีกเรื่องหนึ่งแยกจาก มหาภารตะ ทั้งที่มันเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องนี้ ตอนนั้นเรานั่งประจันหน้ากับลาวาสติน แล้วปีเตอร์ก็ถามเขาว่า “อรชุนคนที่พูดถึงในภควัทคีตาเป็นใครกัน ทำไมเขาถึงตื่นตระหนกก่อนที่พระกฤษณะจะได้พูดกับเขา” ลาวาสตินตอบว่า “ผมจะต้องเล่าเรื่องอรชุนให้คุณฟัง แต่การจะเล่าเรื่องอรชุนเนี่ย อืมม์…” เขาใช้เวลาหลายเดือนทีเดียว


       เราจะใช้เวลาตอนเย็นสัปดาห์ละครั้งหรือสองครั้งในการพูดคุยกับลาวาสติน ซึ่งจะเล่าเรื่องมหากาพย์นี้ให้ฟัง หลังจากนั้น ผมก็เป็นฝ่ายกลับไปหาเขาแล้วเริ่มจดบันทึก ลาวาสติน เล่าเรื่องได้เก่งมากเหมือนกันนักเล่านิทานชาวกรีกในสมัยก่อน เขาพูดไป ออกท่าทางไป หัวเราะไปด้วย เขากลายเป็นกวีไปเสียแล้ว


      หลังจากเวลาผ่านไปสี่หรือห้าเดือน ผมก็เริ่มมองเห็นภาพรวมของงาน และเข้าใจถึงความซับซ้อนอันมหาศาลของงานนี้ ความหมายของเรื่องมีอยู่หลายชั้น งานที่พอจะเปรียบได้ก็ต้องเป็นงานของเชคสเปียร์เท่านั้น เพราะมีตั้งแต่เงื่อนงำในระดับสูงไปจนถึงเรื่องตลกโปกฮา มีทุกอารมณ์และทุกความคิดของมนุษย์คละเคล้ากันอยู่เหมือนบุปผานานาพันธุ์


       เราต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดในการเข้าถึงความลึกลับของ มหาภารตะ อย่างมาก ด้วยความซับซ้อนของเรื่อง ใครก็ตามที่หยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่านโดยไม่ได้เตรียมใจไว้ก่อน ก็มักจะวางลงหลังจากอ่านไปได้เพียงยี่สิบหน้า เราโชคดีที่ได้รู้จักเรื่องนี้โดยไม่ได้อ่าน แต่รู้ผ่านนักเล่าเรื่องตัวฉกาจ


แล้วก็ถึงเวลาที่คุณต้องลงมือทำงานจริงๆ



-- Edited by Bollywood2Thai at 17:04, 2005-04-07

__________________


Senior Member

Status: Offline
Posts: 379
Date:
Permalink   

       ภายในหนึ่งปี ผมก็ร่างบทละคร มหาภารตะ ฉบับแรกเสร็จ ก่อนจะได้อ่านเรื่องนี้เสียด้วยซ้ำ ผมรู้ดีว่าบทนั้นเอามาใช้แสดงไม่ได้ แต่ก็ช่วยให้ผมสามารถเก็บเกี่ยวผลลัพธ์จากการลงแรงในขั้นแรกได้ ผมอยากรู้ว่าเราจะทำบทดัดแปลงสำหรับละครเวทีโดยที่ยังรักษาแก่นเรื่องไว้ได้ไหม โดยมีคนบรรยายเล่าเรื่อง บทนี้ไม่มีอะไรมากกว่าบทบรรยายที่ยังไม่พร้อมจะนำมาเป็นละครเวที แต่อย่างน้อยก็ทำให้ผมรู้กำหนดเวลาและรู้ว่า การจะเล่า มหาภารตะ ทั้งเรื่องจะต้องใช้เวลาแสดง ๕-๑๐ ชั่วโมง จากจุดนี้ ทั้งผมและปีเตอร์ก็ได้รู้ว่าเราต้องการ “ทำ” เรื่อง มหาภารตะ เราให้สัญญากับตัวเอง


       ในขั้นตอนของการเตรียมงาน เราใช้เวลากว่า ๑๑ ปี ตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ ถึง ๒๕๒๘ ระหว่างนั้นก็ยังทำงานอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย ทั้งที่เป็นละครเวทีและภาพยนตร์ แต่สำหรับเราสองคนแล้ว มหาภารตะ เป็นเสมือนเพื่อนเดินทาง ไม่ว่าเราจะอยู่ด้วยกันหรือไม่
เราเริ่มลงมืออ่านกันอย่างจริงจังในปี ๒๕๒๓ ผมมีสำเนาฉบับฝรั่งเศส ส่วนปีเตอร์ก็มีฉบับภาษาอังกฤษสำนวนอินเดีย เราต่างคนก็ต่างอ่าน เมื่อใดที่มีโอกาสได้เจอกัน เราก็จะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างสนุกสนาน


       การจะอ่าน มหาภารตะ ให้จบหมดนั้นต้องใช้เวลาราวหนึ่งปี แต่เพราะเราต้องทำงานอย่างอื่นไปด้วย ก็เลยต้องใช้เวลานานกว่านั้น มหากาพย์เรื่องนี้ยึดครองชีวิตเราไปหมด และยิ่งได้อ่าน เราก็ยิ่งพบสิ่งพิเศษอีกหลายอย่างที่ลาวาสตินไม่ได้บอกไว้


       จากนั้นในปี ๒๕๒๕ เราก็บอกกับตัวเองว่า “บัดนี้ถึงเวลาที่ต้องมานั่งอ่าน มหาภารตะ ด้วยกันแล้ว” เราต้องใช้เวลาหกหรือเจ็ดเดือน ในการที่จะมาอ่านร่วมกันทุกวัน พร้อมกับมารี เฮเลนา เอสเตียง ซึ่งคณะทำงานอีกคนของเรา โดยการนำเอาภาษาอังกฤษกับฝรั่งเศสมาเปรียบเทียบกัน แล้วตัดส่วนที่เราคิดว่าถึงจะไม่มีก็ไม่เป็นไร (ประมาณหนึ่งในสามของเรื่อง) และมาอ่านส่วนที่เหลือกันอีกยก โดยเปรียบเทียบฉบับแปลทั้งสองอย่างละเอียด เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น เราก็หันไปปรึกษาผู้รู้ภาษาสันสกฤต แล้วกลับไปดูฉบับดั้งเดิม


        พอถึงเดือนสิงหาคม ๒๕๒๕ ขั้นตอนของการอ่านด้วยกันก็เสร็จสิ้นลง เราเริ่มมีภาพคร่าวๆ ว่าจะใส่อะไรเข้าไปบ้าง ไม่ใช่ในแง่ของการแสดง แต่เป็นเรื่องของเนื้อหา อย่างเช่น เราได้รู้ว่า เราสามารถนำการสัปยุทธ์สามครั้งในมหาภารตะมาผสมผสานให้เป็นครั้งเดียวได้ และเช่นเดียวกัน เมื่อเนื้อเรื่องเล่าถึงการเนรเทศเข้าป่าซ้ำอีกครั้ง เราก็นำมาให้ดูในละครแค่หนเดียว องค์ประกอบอันดับแรกๆ ในละครเริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว


       มาถึงขั้นนี้ เราพร้อมที่จะไปตระเวนอินเดียกันแล้ว เรารู้จักตัวละครและสามารถคุยกับชาวอินเดียเรื่องงานนี้โดยมีความรู้พื้นฐานที่ใกล้เคียงกัน ตั้งแต่ปี ๒๕๒๕ เราได้เดินทางไปอินเดียหลายครั้งเพื่อไปดู มหาภารตะ ซึ่งแสดงที่นั่น มีให้ชมทั้งในโรงเรียนนาฏศิลป์และชนเผ่าบางเผ่า ในรูปแบบระบำกึ่งละคร เราใช้เวลากับคณะละครเหล่านี้อยู่นาน สิ่งที่เราพยายามจะประเมินก็คืออิทธิพลของมหากาพย์นี้ในชีวิตของชาวอินเดียยุคปัจจุบัน และระดับพลังงานที่ต้องทุ่มเทลงไปในแต่ละบทแต่ละตอน


คุณหมายความว่าอย่างไร


     อินเดียคือห้องเรียนที่ช่วยทำให้เรารู้ว่า จะต้องใส่ความมีชีวิตชีวาเข้าไปในการแสดงจำนวนหนึ่ง สิ่งนี้สำคัญที่สุด คือต้องไม่มากเกินไปและไม่น้อยเกินไป แต่ให้พอดีกับที่ต้องการ เพื่อไม่ให้เคร่งเครียดหรือเป็นเชิงสั่งสอนมากเกินไป แต่ก็ต้องสดใส มีชีวิตชีวาด้วย


       นอกจากนั้น เราอยากเห็นภาพภารตะประเทศทั้งหมดด้วย ตั้งแต่วังของมหาราชาไปจนถึงเมืองที่มีแต่กระท่อมเก่าๆ โทรมๆ มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมเดินทางไปพร้อมกับปีเตอร์และโคล โอโบเลนสกี โดยมีจุดประสงค์เพียงอย่างเดียว คือไปดูร้านเสื้อผ้าทีละร้าน น่าแปลกนะ ที่การได้เห็นด้ายทุกเส้นในเนื้อผ้าสามารถช่วยให้คนเขียน เขียนได้ตรงตามความเป็นจริงมากขึ้น


ในระหว่างเดินทาง คุณยังทำตัวเป็นแค่นักสังเกตการณ์คอยซึมซับบรรยากาศอยู่หรือเปล่า


        ไม่เลย ผมเริ่มเขียนไปด้วย แต่ประการแรก ผมทำรายการของคำที่ห้ามใช้ ถ้อยคำโดยตัวมันเองหาใช่สิ่งบริสุทธิ์ไม่ มันแสดงความคิดอยู่ในตัวของมันเอง นักเขียนจะต้องระมัดระวังเรื่องนี้ให้มาก เวลาดัดแปลงข้อเขียนจากวัฒนธรรมอื่น


        เราต้องระวังการใช้คำที่อาจทำลายหรือทรยศต่อข้อเขียน เพราะมีเรื่องวัฒนธรรมเข้ามาเกี่ยวข้องมากเกินไป เพราะจะไปลบความคิดหรือภาพใดภาพหนึ่ง แล้วสร้างอีกภาพหนึ่งขึ้นมาแทน อย่างเช่น ผมไม่สามารถใช้คำว่า knight (อัศวิน) sword (ดาบ) หรือ sin (บาป) ได้ หรือถ้าด้วยเหตุผลที่ละเอียดอ่อนกว่านั้น ก็เช่น silhouette (เงาดำย้อนแสง) หรือ unhorsed (ตกม้า)
ยกตัวอย่างคำว่า unconcious (จิตไร้สำนึก) ถ้าผมใช้คำนี้ ก็เท่ากับเป็นการทรยศต่อเรื่องนิดหน่อยแต่จะเรียกกลับคืนมาไม่ได้ ในศาสนาฮินดูและพุทธจะเข้าใจความหมายของ “จิตไร้สำนึก” เป็นอย่างดี โดยไม่เกี่ยวกับความหมายแบบซิกมันด์ ฟรอยด์ ซึ่งมีนัยทางเพศ


       อย่างที่เข้าใจกันในโลกตะวันตกปัจจุบัน ในอินเดียเขาเข้าใจถึงคำนี้กันว่าหมายถึง การที่เราคิดโดยไม่รู้ตัวว่ากำลังคิด และจิตสำนึกของเขากำลังขยายกว้างออกไปกว่าความคิดของตัวเอง


         แนวคิดนี้ในภาษาสันสกฤตสามารถแปลได้ เช่น “การเคลื่อนไหวของอาตมันโดยที่เราไม่รู้” อาตมันก็หมายถึง “วิญญาณ” “ลมหายใจที่มีชีวิต” หรือ ”แก่นที่อยู่ลึกที่สุดภายใน” เห็นได้ชัดว่าเราไม่สามารถใช้คำแปลแบบนี้ลงไปโต้งๆ ในละครได้ หรือแปลเป็นคำว่า “จิตไร้สำนึก” ตรงๆ ก็ไม่ได้ ผมพยายามค้นหาคำที่ได้ความหมายเท่ากัน และในที่สุดก็พบในงานของ แฮมเปต บา นักเขียนอัฟริกันที่ยิ่งใหญ่
        เมื่ออ่านนวนิยายเรื่อง Wangrin’s Strange Destiny ผมพบคำง่ายๆ สองคำที่นำมารวมกัน คือคำว่า deep (ส่วนลึก) กับ heart (จิตใจ) พอเอามาใช้ด้วยกันเป็น deep heart แล้ว ผมรู้สึกว่ามันกลายเป็นคำวิเศษ ผมนำมาใช้ ๓-๔ ครั้งในละคร และออกมาดีมาก อย่างตอนที่พระกฤษณะพูดกับภีษมะว่า “ส่วนลึกในจิตใจของเธอ ไม่รู้สึกถึงสิ่งนี้เลยหรือ” ลองนึกดูสิว่าจะเป็นอย่างไร ถ้าพระกฤษณะพูดว่า “จิตไร้สำนึกของเธอ ไม่รู้สึกถึงสิ่งนี้เลยหรือ”


        ต่อมา พอได้อ่านเรื่อง La potière jálouse (ภรรยาขี้หึงของช่างปั้นหม้อ) เขียนโดยคล้อด เลวี-สเตราท์ ผมก็พบคำว่า “ส่วนลึกในจิตใจ” ที่สื่อความหมายเดียวกันในงานแปลจากภาษาอเมรินเดียน เขาอาจค้นพบเองหรือว่าได้จากงานของแฮมเปต บา เหมือนผมก็ไม่รู้ ผมต้องแก้ปัญหาเหล่านี้ และต้องใคร่ครวญให้ดีถึงความงดงามในการเดินทางของภาษา



-- Edited by Bollywood2Thai at 17:07, 2005-04-07

__________________


Senior Member

Status: Offline
Posts: 379
Date:
Permalink   

คุณบอกว่าต้องตัดคำบางคำจากประมวลศัพท์ของคุณ แล้วมีแบบตรงกันข้ามบ้างไหม หมายถึงคำที่คุณใช้บ่อยๆ น่ะ


 


      มีครับ คำที่เข้าถึงได้ง่ายซึ่งสามารถถ่ายทอดข้ามวัฒนธรรมได้โดยไม่มีปัญหา คำที่ใช้กันทั่วไปอย่าง blood (เลือด) คำนี้หมายถึงของเหลวสีแดงที่ไหลเวียนในเส้นโลหิต หมายถึงความสัมพันธ์ในวงศ์ญาติ หรือคุณภาพก็ได้ (เช่น เรียกม้าพันธุ์แท้ว่า blood-horse) หรือคำว่า heart (ใจ) อาจหมายถึงหัวใจซึ่งเป็นอวัยวะสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย แต่ก็หมายถึง ความกล้าหาญ (เช่น take heart) หรือความจริงใจ (เช่น heartfelt) หรือคำว่า life (ชีวิต) กับ death (ความตาย) เป็นต้น ทั้งหมดนี้เป็นคำที่ไม่น่าเกลียด ไม่หยาบคาย พออยู่ในบทแล้วสามารถถ่ายทอดความหมายผ่านจากวัฒนธรรมหนึ่งไปยังอีกวัฒนธรรมหนึ่งได้ง่าย


 


      ผมใช้ชื่อเดิมของตัวละครทั้งหมด แต่เลือกที่จะตัดคำภาษาสันสกฤตส่วนใหญ่ทิ้งไปและหาคำที่มีความหมายใกล้เคียงกันมาแทน แต่ก็มีข้อยกเว้นนะ เช่นคำว่า “ธรรมะ” นี่ผมเก็บเอาไว้ เพราะเป็นแก่นแท้ของเรื่องทั้งหมด และฤๅษีวยาสร่ายรจนามหากาพย์เรื่องนี้ เพื่อ “จารึกธรรมะลงสู่หัวใจของมนุษย์” แนวคิดเรื่องธรรมะเกิดจากชาวอินเดียโบราณ ธรรมะเป็นหลักในการอภิบาลโลกให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ทั้งยังเป็นเคล็ดลับสำหรับการประพฤติที่แต่ละคนควรยึดเป็นหลักและปฏิบัติตาม หากเราทุกคนมีธรรมะในใจ ก็รับรองได้ว่าจักรวาลนี้จะสงบสุขแน่นอน ถ้าเรารักษาธรรม ธรรมก็รักษาเรา แต่ถ้าเราทำลายธรรมะ ธรรมะก็จะย้อนกลับมาทำลายเราเช่นกัน


 


       การมีผลต่อกันระหว่างความเป็นหนึ่งกับความหลากหลาย ระหว่างปัจเจกกับส่วนร่วม มีอยู่ในความคิดของชาวอินเดียโดยเฉพาะ ดังที่ปรากฏอยู่ในโคลง การมีผลต่อกันเช่นนี้ก่อให้เกิดผลสะท้อนมากมายทั้งในอดีตและปัจจุบัน


 


คุณตั้งใจหรือเปล่า ที่จะเลือกคำหลักๆ เหล่านี้เพื่อกำหนดกรอบให้สองวัฒนธรรมจะมาบรรจบกัน และซ้อนวัฒนธรรมหนึ่งไว้ในอีกวัฒนธรรมหนึ่งได้อย่างกลมกลืน


 


      ถูกต้องที่สุด ผมต้องการกำหนดขอบเขตเช่นนี้


 


จะพูดได้ไหมว่า การที่คุณเดินทางไปอินเดียหลายต่อหลายครั้งนั้น ช่วยให้คุณค้นพบความจริงที่อยู่ในมหาภารตะ เพราะเรื่องนี้เกิดขึ้นที่นั่น


 


      ผมขอเรียกว่า “ความจริงหลายประการ” ในงานนี้ หรืออย่างน้อยก็ความจริงบางประการ การตีความ มหาภารตะ นั้นไม่มีความหมายที่ถูกต้องเพียงอย่างเดียว คุณลองเอาเรื่องนี้ไปถามนักพรตชาวฮินดูจากทางใต้ กับ ศาสตราจารย์เมตริกซ์จากกัลกัตตา คุณจะได้คำตอบไม่เหมือนกัน และก็น่าสนใจทั้งสองคำตอบด้วย เราจะไม่อวดว่า เราถ่ายทอด “ความจริง” ในงานนี้ แต่เป็นเพียงความจริงแบบที่เราชาวตะวันตกตีความได้ในทศวรรษ ๑๙๘๐ ซึ่งยังมีแบบอื่นอีกมากมาย


 


      แล้วผมก็ไม่คิดว่าเราควรจะจำกัดตัวเองอยู่กับคำอธิบายในงานนี้ แม้ว่าอาจจะน่าสนใจก็ตาม จอร์เจส์ ดูเมซิล นักเทพนิยายวิทยาชาวฝรั่งเศสผู้เชี่ยวชาญด้านอินโด-ยูโรเปียนเคยบอกไว้ว่า “…สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ควรจะงดงาม” ซึ่งในสายตาของเรา มหากาพย์เรื่องนี้ตีแผ่อำนาจอันละเอียดอ่อนของสายธารแห่งความรุ่มรวยที่ไม่มีวันหมดสิ้น ท้าทายการวิเคราะในทุกด้าน ทั้งโครงสร้าง แก่นเรื่อง ประวัติศาสตร์หรือจิตวิทยา มีประตูให้เปิดต่อไปมากมาย จากบานหนึ่งไปสู่อีกบานหนึ่ง มหาภารตะ ไม่ใช่หนังสือที่ใครจะมาถือกันเล่นๆ แต่สามารถแตกความคิดออกไปได้มากมาย บางครั้งอาจดูเหมือนขัดแย้งกัน บางทีก็ต่อเนื่องกันไป แล้วกลับมาเกี่ยวพันกัน แต่เราจะไม่ยอมทิ้งแก่นเรื่องเกี่ยวกับลางร้าย ซึ่งทุกอย่างชี้ไปที่จุดนี้ เราอยู่ในช่วงเวลาแห่งการทำลายล้าง แต่คำถามอยู่ที่ว่า เราจะหลีกเลี่ยงได้หรือเปล่า


 


คุณยึดแนวทางใดในการดัดแปลงเรื่องนี้


 


       ความตั้งใจแรกสุดของเราก็คือ เราจะไม่ยอมทิ้งความคิดของเรื่องไม่ว่าในระดับไหน ใน มหาภารตะ บอกไว้ว่า พระกฤษณะเป็นอวตารรูปหนึ่งของพระนารายณ์ ตัวละครบางตัวเชื่อ บางตัวไม่เชื่อ ในอินเดีย ก็มีคนมองเรื่องนี้แตกต่างกันไป สำหรับพวกนิยมมาร์กซิสต์นั้น พระกฤษณะเป็นปีศาจ แต่สำหรับฤๅษี นักบวชฮินดู เห็นว่าพระกฤษณะเป็นพระเจ้า เราจะไม่อยู่ข้างไหนทั้งนั้น เพราะเราต้องขจัดความเห็นส่วนตัวในเรื่องนี้ทิ้งไป เราจะไม่ด่วนสรุป เราต้องเคารพความคลุมเครือที่มีอยู่ในงานต้นฉบับ เท่านั้นเอง คนดูบางคนจะเห็นความสูงส่งของพระกฤษณะ แต่ถ้าใครจะเคลือบแคลง เราก็ไม่ว่าอะไร


 


       ใน มหาภารตะ มีหลายครั้งที่พระกฤษณะไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป มันเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร ถ้าเป็นพระเจ้าก็ต้องรู้ทุกอย่างไม่ใช่หรือ ผมได้หยิบประเด็นนี้มาคุยกับศังกราจารย์ ซึ่งเป็นนักบวชที่ยิ่งใหญ่จากอินเดียตอนใต้ ผมหาวิธีการต่างๆ นานามาถามคำถามนี้ แต่ท่านเลี่ยงไปได้โดยใช้อารมณ์ขัน ผมถามว่า เป็นไปได้อย่างไร ที่ในระหว่างสงคราม พระกฤษณะไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในสนามรบ โดยรู้สึกแปลกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วก็หวั่นวิตกได้ด้วยละหรือ พระเจ้าหรือมนุษย์ที่มีสถานะเหมือนพระเจ้าจะมีข้อบกพร่องอย่างมนุษย์ธรรมดาได้อย่างไร ศังกราจารย์ตอบพลางยิ้ม โดยพูดในทำนองที่ว่า “การที่คิดแบบนี้ก็เป็นข้อบกพร่องของมนุษย์ธรรมดานั่นแหละ”



-- Edited by Bollywood2Thai at 17:10, 2005-04-07

__________________


Senior Member

Status: Offline
Posts: 379
Date:
Permalink   

ตอนที่เริ่มเขียน คุณเริ่มจากบทแรกของโคลงเลยหรือเปล่า


      ไม่ครับ ผมเริ่มเขียนไม่ปะติดปะต่อกัน โดยเขียนบางฉากเท่านั้น ใน มหาภารตะ มีฉากต่างๆ มากมายที่เป็นฉากบังคับ เช่น ตอนที่พระนางกุนตีสารภาพว่าเป็นแม่ของพระกรรณ ผมรู้ว่าไม่ช้าก็เร็ว ผมจะต้องเขียนฉากนี้ แต่ก็ยังมีอีกหลายฉากที่ในหนังสือต้นฉบับเป็นบทบรรยาย แล้วเราต้องมาสร้างให้เป็นเหตุการณ์ หรือสถานการณ์เพื่อให้แสดงออกมาได้ โดยจับตัวละครตัวหนึ่งมาเผชิญหน้ากับอีกตัวหนึ่งแล้วดูว่าเกิดอะไรขึ้น ฉากที่น่าสนใจหนึ่งในสามของละครเรื่องนี้ไม่ปรากฏเป็นเหตุการณ์ในโคลงต้นฉบับ


 


      ผมเริ่มต้นที่ฉากย่อยต่างๆ แบบเดียวกับนักระบำ แต่ก็พยายามหารูปแบบการนำเสนอที่เหมาะๆ ไปพร้อมกันด้วย ต้องใช้เวลานานทีเดียว ผมเขียนฉากแรกในปารีสหรือในอินเดียนี่แหละ แล้วก็อ่านให้ปีเตอร์ บรู๊กฟังทันที แล้วก็อ่านให้ผู้ร่วมงานที่สนิทกันและนักดนตรีฟังเมื่อพวกเขามาถึง ผมจำได้ว่าเคยอ่านบทในสนามบินในขณะที่กำลังรอเปลี่ยนเที่ยวบิน และค่ำวันหนึ่งบนแท็กซี่ในมัทราส ขณะที่รถติดอย่างมาก แล้ว มหาภารตะ ก็เกิดขึ้นจากตรงนั้นนิด ตรงนี้หน่อย บางทีผมยังเขียนไว้บนกระดาษรองโต๊ะสกปรกๆ ในคาเฟ่ด้วยซ้ำ พอผมอ่านออกมาดังๆ ก็จะรู้ได้เลยว่าฉากนี้ใช้ได้มั้ย ตรงไหนควรเก็บเอาไว้ ตรงไหนควรตัดทิ้งไป ตรงไหนควรจะแก้ใหม่


 


       แล้วก็ได้เวลาเริ่มลงมือ เมื่อผมร่างบทได้ครบทุกฉากแล้ว ผมต้องหันไปหางานด้านอื่นๆ ต้องไปที่ส่วนงานสร้าง ซึ่งยากกว่าเสียอีก ปีเตอร์ขอให้ผมเข้าร่วมทดสอบบทกับนักแสดง ผมต้องอ่านบท ๓-๔ หน้าเหมือนกับเป็นนักแสดงคนหนึ่ง ปีเตอร์กับผู้ช่วยเห็นว่านี่เป็นการทดสอบนักแสดงด้วย ทดสอบตัวบทด้วย ผมจึงต้องตกกระไดพลอยโจน ทำแบบนี้แล้วเราจะเห็นชัดว่า ตรงไหนใช้ได้ ตรงไหนใช้ไม่ได้ บางฉากผมเขียนรวดเดียวเสร็จ ภายในสิบนาที และไม่ต้องแก้แม้แต่คำเดียว แต่ก็มีบางฉากที่ผมเขียนแล้วเขียนอีกราว ๒๕ รอบได้ แล้วก็ไม่ได้ตามที่ต้องการเสียที


 


      ในที่สุด ก็มาถึงเวลาใจหายใจคว่ำ วันเปิดแสดงได้กำหนดเรียบร้อยแล้ว แต่ผมยังนึกโครงเรื่องรวมที่จะจับการแสดงทุกบททุกตอนมาไว้ด้วยกันไม่ออกเลย เรามีเรื่องที่ประกอบด้วยฉากต่างๆ มากมาย แต่ทำอย่างไรจึงจะเอาทุกฉากมาร้อยเรียงรวมกันได้ ผมยังหาทางออกไม่ได้


 


      เหลือเวลาอีกสี่เดือนจะถึงวันกำหนดซ้อมครั้งแรก ผมตัดสินใจที่จะไปพักผ่อนทางใต้ของฝรั่งเศส โดยไปพักอยู่บ้านเพื่อน และที่นั่นเอง ช่วงเวลาขณะนั้นเอง มีบางอย่างที่อธิบายไม่ได้เกิดขึ้นกับผม เป็นสิ่งที่หลายคนอ่านพบในหนังสือแต่ไม่เชื่อว่ามีอยู่จริง นั่นคือ “แรงบันดาลใจ”


 


       ขณะนั้น เป็นเวลาตีสาม ปกติผมจะหลับสนิทไปแล้ว แต่คืนนั้นผมนอนไม่หลับ มีอะไรรบกวนจิตใจอยู่ ทันใดนั้น ผมก็ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ผมเห็นภาพยี่สิบนาทีแรกของละครเรื่องนี้ ตั้งแต่นั้นภาพอื่นๆ ก็ตามมา


 


     ละครเริ่มด้วยบทสนทนาระหว่างเด็กกับตาเฒ่านักเล่านิทาน


“เขียนได้มั้ย”


“ไม่ได้ ทำไมหรือ”


       จากนั้นพระคเณศก็มาถึง แล้วเรื่องก็เริ่มขึ้น ทุกอย่างค่อยๆ คลี่คลายต่อหน้าผมราวกับว่าผมเป็นคนดูคนหนึ่ง แปลกมากเลยทีเดียว ผมจดทุกสิ่งทุกอย่าง ผมพบกุญแจสำคัญของละครเรื่องนี้แล้ว นั่นคือปมสามเส้าระหว่างคนเล่านิทาน เด็ก และพระเจ้า และอีกประการหนึ่งก็คือความไม่แน่นอน ระหว่างพระคเณศกับพระกฤษณะ ใครเป็นผู้สร้างใครกันแน่ ผู้บรรยายและผู้ฟังจะเห็นตัวละครโลดแล่นอยู่ตรงหน้า สามารถสัมผัสได้ พูดคุยได้ ผมหาเสาหลักของบ้านได้แล้ว ก็หลับด้วยความปลอดโปร่งโล่งใจ เช้าวันรุ่งขึ้น ผมโทรหาปีเตอร์แล้วเล่าให้เขาฟัง เขาว่า “ไม่ต้องมองหาอะไรอีก คุณเจอแล้ว”


 


แล้วปัญหาจบลงจริงไหม


 


      ทั้งใช่และไม่ใช่ เพราะโครงสร้างรวม พื้นฐานของละครเริ่มเข้าที่เข้าทาง แต่ก็ยังมีอย่างอื่นอีกหลายอย่าง ผมไปดูเขาซ้อมทุกครั้ง แก้ใหม่นับร้อยนับพันหนเวลาที่นักแสดงเจอปัญหา นอกจากนี้ พอถึงขั้นตอนหรืองานอื่นๆ พอการแสดงเริ่มขึ้น พอเราทำพากษ์ภาษาอังกฤษ พอเราทำละครชุดทางโทรทัศน์ พอเราสร้างภาพยนตร์ จนถึงงานขัดเกลาขั้นสุดท้าย ทุกขั้นตอนต้องมีการพิจารณา แก้ไขใหม่เยอะแยะไปหมด อย่างเช่น มีปัญหาที่ผมแก้ไม่ได้ตอนเป็นละคร แต่มาเจอวิธีแก้ตอนที่เขียนบทภาพยนตร์ ถึงตอนนี้ ถ้าจะทำใหม่อีกครั้ง ผมก็จะเขียนไม่เหมือนเดิมหรอก


 


       ประสบการณ์อันยิ่งใหญ่นี้ช่วยให้คุณเกิดความคิด หรือความประทับใจโดยรวมต่อเรื่องมหาภารตะ หรือฉบับที่เป็นมหากาพย์บ้างหรือเปล่า


 



-- Edited by Bollywood2Thai at 17:13, 2005-04-07

__________________


Senior Member

Status: Offline
Posts: 379
Date:
Permalink   


        จอร์เจส์ ดูเมซิล คิดว่า มหาภารตะ เป็นการนำพระเวทที่ห้า (คัมภีร์ฮินดูโบราณ) ที่สูญหายไปแล้วมาดัดแปลงเป็นมหากาพย์ ผมไม่มีความรู้และไม่มีสิทธิจะบอกได้อย่างเขา แต่ก็สรุปได้แบบนี้เหมือนกัน เมื่อได้อ่าน มหาภารตะ และพระเวท ผมรู้สึกได้ว่ามีอะไรเกี่ยวเนื่องกันอยู่ แต่ก็มีความแตกต่างเหมือนกัน จะให้วิเคราะห์นั้นไม่ง่าย เราจะต้องพยายามรู้สึกให้ได้ถึงสิ่งเหล่านี้ แม้จะไม่เข้าใจทั้งหมดก็ตาม


        ผู้แต่งพระเวทนั้นไม่รู้ว่าเป็นใคร แต่เป็นข้อเขียนที่เปิดเผยความจริง ทุกวัฒนธรรมมีข้อเขียน แบบนี้ทั้งนั้น อาจจะเขียนเป็นเรื่องเป็นราวหรือเล่ากันปากต่อปากก็แล้วแต่ แต่จะพูดถึงความจริงของโลก บอกว่าคนเรามาจากไหน ควรจะอยู่ตรงไหนในโลก และจะอยู่อย่างไรจึงจะรักษาตำแหน่งแห่งที่ของตนไว้ได้ เพราะนักเขียนเป็นคนคิด เป็นคนสร้าง เมื่อเขาลงมือเขียน เขาจะเบี่ยงเบนไปจากความจริง และจะพูดถึงสิ่งที่ไม่จริงหรือสิ่งที่ผิด แล้วก็จะกลายเป็นคนนอกสังคมซึ่งมองเห็นตัวเองตามความจริงในตำนานนั้น


 


        โคลงมหากาพย์ค่อยๆ เบี่ยงเบนออกจากความจริงในตำนานที่เปิดเผยขึ้น และแม้แต่ในประวัติศาสตร์ที่เล่าขานกันมา มหากาพย์นั้นเป็นงานที่สร้างสรรค์ขึ้น เป็นผลงานของผู้เขียน แม้จะพยายามคงความเกี่ยวโยงกับตำนานไว้ มหาภารตะ ก็เป็นผลงานของนักเขียนสร้างสรรค์อย่างแท้จริง เรามั่นใจได้แม้จะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับผู้เขียนเลย เพราะตั้งแต่ต้นจบจบมีคนควบคุมเหตุการณ์ต่างๆ ไว้ในมือ ตอนจบเราพบเงื่อนงำที่โยงกลับไปที่ตอนต้นเรื่อง สไตล์การเขียนก็เป็นแบบเดียวกัน เป็นการเขียนเอาไว้แล้วก็คัดลอกกันต่อๆ มา ในช่วงสี่ศตวรรษก่อนคริสตกาลจนมาถึงศตวรรษที่สาม มหากาพย์เรื่องนี้ก็ผ่านการเปลี่ยนแปลง เพิ่มเติมอย่างมากมาย แต่ถึงอย่างไร เราก็ยังรู้สึกว่านี่เป็นงานเขียนชิ้นเดียว มาจากคนเขียนคนเดียว จอร์เจส์ ดูเมซิล ก็คิดแบบนี้เหมือนกัน


 


        ผมว่านี่เป็นประเด็นสำคัญที่น่าจะยกขึ้นมา เพราะการถกเถียงเกี่ยวกับผู้เขียนแสดงถึงธาตุแท้ของมนุษย์ได้เลย และนี่เป็นจุดที่เราเบี่ยงเบนจากความจริงอันเป็นที่เปิดเผย ไปสู่โลกมหากาพย์ ในความนิยมอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะดีหรือเลว มหากาพย์นั้นช่วยให้สังคมเป็นระเบียบ เป็นตำนานที่ดูธรรมดาแต่ยิ่งใหญ่ ได้แรงบันดาลใจจากพระเจ้า แต่พูดถึงมนุษย์ แน่นอนว่าเป็นขั้นตอนสำคัญของรากฐานสังคม ตัวละครแต่ละตัวในมหาภารตะมีกำเนิดสูงส่งในตอนต้น จากนั้นก็ค่อยๆ หลงลืมว่าตัวเองนั้นเป็นบุตรของพระเจ้า และเริ่มพบกับปัญหาจิปาถะอันเกิดจากกิเสสตัณหา แล้วก็กลายเป็นคนธรรมดาในที่สุด นี่เป็นหน้าที่ของมหากาพย์ นั่นคือตัดสายใยที่เชื่อมโยงระหว่างตัวละครนำกับโลกบนสวรรค์ และยืนหยัดบนพื้นอย่างมั่นคง ปล่อยให้เผชิญหน้ากับปัญหาอย่างมนุษย์โลก และต่อมาก็ในฐานะพลเมือง ในโคลงจะส่งเสริมให้มีการกำหนดกฎเกณฑ์และกฎหมายขึ้น ในโลกมนุษย์ที่วุ่นวาย จะต้องสร้างระเบียบที่ต่อเนื่องยาวนาน และมีเหตุผลอันสมควรด้วย


 


        ผมเห็นสิ่งนี้ได้ชัดมากในเรื่อง เพราะ มหาภารตะ ดุจดั่ง Iliad และ Odyssey เป็นแนวคิดหลักที่ซ่อนอยู่ในบทละครและการกำกับ ตอนต้นเรื่อง ฉากของปีเตอร์ บรู๊ก จะดูเบาๆ ลอยๆ เหมือนไม่ใช่ความจริง รู้สึกได้ถึงความสง่างามสูงส่ง แต่ก็จะค่อยๆ หนักขึ้นเรื่อยๆ ตามน้ำหนักและแรงโน้มถ่วงของชีวิตบนโลก จนถึงตอนจบก็จะเห็นได้ชัดว่าเป็นโคลนตม โลกก็เป็นตัวละครตัวหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญ เราจะเห็นสังคมค่อยๆ เป็นระเบียบและแยกตัวออกจากสวรรค์


 


คุณรู้สึกอย่างไรบ้าง หลังจากประสบการณ์ครั้งนี้


 


         ในเรื่อง The Conference of the Birds ของฟาริด ออดดิน อัตทาร์ กวีชาวเปอร์เซีย มีผีเสื้อสามตัวคุยกันถึงธรรมชาติของเทียน ตัวแรกบินเข้าไปดูแล้วกลับมาบอกว่า “มันสว่าง” ผีเสื้อตัวที่สองบินเข้าไปใกล้กว่าตัวแรกจนปีกไหม้ จึงกลับมาบอกว่า “มันแผดเผา” ผีเสื้อตัวที่สามบินใกล้เข้าไปอีกจนหลงเข้าไปในเปลวไฟและไม่ได้กลับออกมาอีก มันได้รู้ในสิ่งที่มันอยากรู้แล้ว และได้รู้เพียงตัวเดียวด้วย แต่ไม่สามารถกลับออกมาบอกใครๆ ได้ นิทานสุภาษิตนี้บอกได้ดีที่สุดแล้ว มักจะมีวงจรที่สามหรือวงจรสุดท้ายให้เราผ่านเข้าไปเสมอ และถ้าคุณทำอย่างนั้น คุณก็จะไม่มีโอกาสพูดถึงมันอีก คุณสื่อสารสิ่งที่คุณได้รู้ให้ผู้อื่นรู้ไม่ได้อีกแล้ว


 


ดังนั้น โรงละครจึงเป็นแค่วงจรที่สอง


 


        ผมเพิ่งได้อ่านโคลงเปอร์เซียเพราะๆ เขาบอกว่า “เมื่อคืนนี้ มีเสียงกระซิบที่ข้างหูฉันว่า ‘ไม่มีสิ่งใดมีอยู่จริงเหมือนเสียงที่กระซิบข้างหูในเวลาค่ำคืน’”


 


 





 จาก  www.kledthai.com


 


 



-- Edited by Bollywood2Thai at 17:18, 2005-04-07

__________________


Senior Member

Status: Offline
Posts: 379
Date:
Permalink   

       มหากาพย์ภารตะเป็นเรื่องราวของกษัตริย์แห่งวงศ์ภรต เกียรติคุณของราชวงศ์ภรตปรากฏอยู่ในมหากาพย์ชิ้นนี้ทั้งหมด และ "ภรต" นี่เองเป็นที่มาของคำว่า ภารต(ะ) อันเป็นชื่อของเผ่าพันธุ์และประเทศอินเดีย


       โอสถล้างตาช่วยให้นัยน์ตาสว่างขึ้นได้ฉันใด มหากาพย์มหาภารตะก็ช่วยให้โลกเกิดความสว่างไสวขึ้นได้ฉันนั้น จิตใจมนุษย์จักเบิกบานได้ด้วยมหากาพย์มหาภารตะ ดุจเดียวกับที่อัมพุชชาติเบิกบานได้ด้วยแสงพระจันทร์ มหากาพย์มหาภารตะเป็นประทีปที่ทำลายความมืดมนอนธกาล และอำนวยแต่ความสว่างสดใส มหากาพย์มหาภารตะเป็นพฤกษชาติอุดมด้วยดอกใบที่ไม่รู้จักอับเฉา หากมีผลอันหอมหวาน


      มหากาพย์มหาภารตะพรรณนาถึงความยิ่งใหญ่ของราชวงศ์กุรุ (แห่งแคว้นกุรุรัฐ) ความดีงามของนางคานธารี ความปราดเปรื่องด้วยปัญญาของท้าววิทูร ความอดทนหนักแน่นของนางกุนตี ความเป็นเทพเจ้า (ทิพยภาวะ) ของพระกฤษณะ ความซื่อสัตย์ของพี่น้องปาณฑพทั้ง ๕ และกรรมชั่ว (บาปกรรม) ของลูกชายของท้าวธฤตราษฎร์


กาลเวลาเป็นผู้สร้าง กาลเวลาเป็นผู้ทำลาย


กาลเวลาเป็นเพลิงเผาไหม้ กาลเวลาเป็นเครื่องดับไฟนั้น


กาลเวลาเป็นเทพเจ้าแห่งการสร้างสรรค์ทั้งความดีและความชั่ว


กาลเวลาฟาดฟันเราให้หมองมัวและมอดม้วย กาลเวลาช่วยสร้างสรรค์เราขึ้นมาใหม่


กาลเวลาไม่เคยหลับไหลในเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างหลับหมด


กาลเวลาเท่านั้นที่ยืนยงคงยศในเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างล้มล่ม


ปัจจุบัน อดีต และอนาคต อันอุดม ล้วนเป็นลูกของกาลเวลา


       โอ้! เหตุผลเจ้าหนา เจ้าจงตระหนักไว้ดั่งที่ได้พรรณนามานี้เถิด แล้วความเข้มแข็งจะบังเกิดแก่สูเจ้า!


       การศึกษามหากาพย์มหาภารตะ พึงกระทำด้วยจิตอันมีศรัทธา ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นแล้ว แม้ศึกษาจริง ๆ เพียงหน้าหนังสือหน้าเดียว ก็จะช่วยชำระล้างจิตใจของผู้ศึกษาให้ใสสะอาดได้ มหากาพย์มหาภารตะมีความเลอเลิศอยู่ในท่ามกลางงานวรรณกรรม ดุจเดียวกับเนยใสมีความเลอเลิศอยู่ในท่ามกลางนมเปรี้ยว พราหมณ์มีความเลอเลิศอยู่ในท่ามกลางฝูงชน น้ำอมฤตมีความเลอเลิศอยู่ในท่ามกลางเภสัชทั้งหลาย ผู้ใดที่เข้าถึงมหากาพย์มหาภารตะ ผู้นั้นย่อมปลอดภัย ทั้งนี้ก็เพราะว่าการบำเพ็ญคุณธรรมก็ดี การศึกษาก็ดี การแสวงหาความจริง และการแสวงหาทรัพย์สินก็ดี เหล่านี้ล้วนเป็นกุศลกรรม การนำสิ่งเหล่านี้ไปใช้ในทางที่ผิดต่างหากที่ก่อให้เกิดภยันตราย


        เพราะฉะนั้น สัตบุรุษพึงละทิ้งความเฉื่อยชา แล้วเร่งบำเพ็ญคุณงามความดี ความดีเท่านั้นที่เป็นมิตรของมนุษย์ ก็ใครเล่าจะสามารถครอบครองทรัพย์สิน และลูกเมียไว้ได้ตลอดไป ใครเล่าจะสามารถนำสิ่งเหล่านี้ติดตัวไปได้ในชีวิตข้างหน้า


กรุณา - เรืองอุไร กุศลาสัย    แปลและเรียบเรียง



-- Edited by Bollywood2Thai at 13:49, 2005-04-12

__________________
Page 1 of 1  sorted by
 
Quick Reply

Please log in to post quick replies.

Tweet this page Post to Digg Post to Del.icio.us


Create your own FREE Forum
Report Abuse
Powered by ActiveBoard