Members Login
Username 
 
Password 
    Remember Me  
Post Info TOPIC: FTA (ไทย-อินเดีย): ผลกระทบต่อภาคเอกชน


Senior Member

Status: Offline
Posts: 379
Date:
FTA (ไทย-อินเดีย): ผลกระทบต่อภาคเอกชน
Permalink   


โดย นายชนะ คณารัตนดิลกวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2547ณ ESCAP Hall ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ


ความเป็นมาของการจัดทำเขตการค้าเสรี ไทย-อินเดีย


            อินเดียเป็นประเทศเป้าหมายหนึ่งที่ไทยให้ความสำคัญ ในการจัดทำเขตการค้าเสรี เนื่องจากเป็นประเทศหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจ การเมือง ของเอเซียและของโลก หากไทยสามารถเชื่อมโยงเศรษฐกิจของเราให้มีความใกล้ชิดกับเศรษฐกิจของอินเดียได้มากขึ้นแล้ว ไทยจะได้รับประโยชน์อีกหลายประการตามมา โดยเฉพาะจากการที่อินเดียเป็นตลาดที่ใหญ่ มีกำลังซื้อมาก ทำให้ไทยสามารถขยายการค้าและการลงทุนไปยังอินเดียได้มากขึ้น
การจัดทำเขตการค้าเสรีเป็นตัวนำ ซึ่งจะเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ การค้า โดยรวม ซึ่งขณะนี้รัฐบาลไทยได้ดำเนินนโยบายเชิงรุกในเวทีการค้าและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ทั้งในกรอบพหุภาคี ภูมิภาค และทวิภาคี เพื่อเป็นการสร้างฐานการค้าและสินค้าไทย ออกไปสู่ภูมิภาคต่างๆ ในขณะเดียวกัน อินเดียก็เป็นประเทศที่มีนโยบายเชิงรุกในการขยายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ และสร้างพันธมิตรที่แน่นแฟ้นกับประเทศคู่ค้า ซึ่งเหมือนกันกับไทย ดังจะเห็นได้ชัดจากการที่อินเดียได้เข้าเป็นสมาชิกความตกลงต่างๆ ทั้งในระดับ   ทวิภาคี พหุภาคี และระดับภูมิภาค เช่น การเป็นสมาชิกสมาคมความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียใต้ (South Asia Association for Regional Cooperation: SAARC) การเป็นสมาชิกความร่วมมือทางเศรษฐกิจ BIMST-EC เป็นต้น


ความสำคัญของการจัดทำเขตการค้าเสรี ไทย-อินเดีย


            หากพิจารณาภาวะทางการค้าระหว่างไทยและอินเดียในปัจจุบันแล้ว จะเห็นว่ามูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศมีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้นทุกปี (ในปี 2545 การค้าระหว่างสองประเทศมีมูลค่า 1,184.8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่าการส่งออก 413.7 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และเป็นมูลค่าการนำเข้า 771.1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.6 เมื่อเทียบกับปี 2544 และในปี 2546 การค้าระหว่างไทย-อินเดียมีมูลค่า 1,509.0 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่าการส่งออก 639.1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และเป็นมูลค่าการนำเข้า 869.9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 27.4 เมื่อเทียบกับปี 2545) ซึ่งคาดว่าการจัดตั้งเขตการค้าเสรี ไทย-อินเดีย จะส่งผลดีต่อการค้าและเศรษฐกิจของทั้ง 2 ฝ่ายในระยะยาว


            ทั้งนี้ การจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรี ไทย-อินเดีย เป็นความตกลงในระดับทวิภาคีฉบับแรก ที่ไทยทำกับประเทศในแถบเอเชียใต้ อันจะเป็นประตูการค้าไปสู่ประเทศอื่นๆ ในแถบเดียวกันได้



กรอบความตกลงเขตการค้าเสรี ไทย-อินเดีย
          ไทยและอินเดียเป็นประเทศกำลังพัฒนา ที่มีทั้งความเหมือนและความแตกต่างทางการพัฒนา ยุทธศาสตร์ทางการพัฒนาของทั้งสองประเทศ อาจทำให้ทั้งสองได้รับผลประโยชน์จากการรวมตัวกันในการจัดทำเขตการค้าเสรี แม้ว่าปัจจุบัน ความสัมพันธ์ทางการค้ายังอยู่ในระดับต่ำ แต่โอกาสในการสร้างสัมพันธภาพทางการค้าและการลงทุน ยังคงมีอยู่ ถึงแม้จะมีการกีดกันทางการค้าในระดับสูง แต่เป็นที่คาดหมายว่า  FTA จะเป็นเครื่องมือและกลยุทธ์สำคัญในการสร้างพันธมิตรทางการค้า ลดอุปสรรคทั้งที่เป็นข้อจำกัดด้านภาษีและมิใช่ภาษี สร้างอำนาจต่อรองในตลาด รวมทั้งช่วยขยายตลาดและเพิ่มศักยภาพในการส่งออก ส่งผลให้เกิดลู่ทางการค้าที่ขยายตัวมากขึ้น เนื่องจาก อินเดียจะต้องปรับกฎเกณฑ์และระเบียบภายในประเทศ เพื่อรองรับการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจและการค้า
ไทยและอินเดียได้ลงนามกรอบความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งเขตการค้าเสรี เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2546 โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ไทย (ดร. อดิศัย โพธารามิก) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมอินเดีย (Mr. Arun Jaitley) โดยกรอบความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-อินเดีย จะเป็นข้อผูกพันทางกฎหมายระหว่างไทยและอินเดีย ในการดำเนินการเจรจาเพื่อจัดตั้งเขตการค้าเสรีต่อไป โดยจะครอบคลุมการเปิดเสรี การค้าสินค้า การค้าบริการและการลงทุน ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในสาขาต่างๆ รวมทั้งการเร่งลดภาษีสินค้าในเบื้องต้น (Early Harvest Scheme) เป็นต้น
1.      การเปิดเสรีการค้าสินค้า


ให้เริ่มการเจรจาลดภาษีสินค้าภายในเดือนมกราคม 2004 และให้เจรจาเสร็จสิ้นภายในเดือนมีนาคม 2005 โดยทั้งสองฝ่ายได้ตั้งเป้าหมายให้ลดภาษีศุลกากรลงเหลือร้อยละ 0 ภายในปี 2010
2.   การค้าบริการและการลงทุน


ทั้งสองฝ่ายตกลงให้เริ่มเจรจาเปิดเสรีการค้าบริการภายในเดือนมกราคม 2004 โดยให้มีการเปิดเสรีในสาขาที่ทั้งสองฝ่ายมีความพร้อมก่อน และให้การเจรจาแล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม 2006


3.      การอำนวยความสะดวกทางการค้า


ได้ตกลงแนวทางการอำนวยความสะดวกทางการค้าในด้านต่างๆ เช่นการจัดทำข้อตกลงร่วมกัน (Mutual Recognition Arrangement: MRA) พิธีการศุลกากร และการออกวีซ่า การเดินทางของนักธุรกิจ เป็นต้น


4.      ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในสาขาอื่นๆ


ทั้งสองฝ่ายยังได้ตกลงให้มีการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน ในสาขาที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน อาทิ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร การบริการสาธารณสุข การท่องเที่ยว การศึกษา การก่อสร้าง เป็นต้น



สถานะปัจจุบันของการเจรจาเขตการค้าเสรี ไทย-อินเดีย
1. Early Harvest Scheme   


ไทยและอินเดียตกลงรายการสินค้าที่จะนำมาลดภาษีในเบื้องต้น จำนวน 84 รายการ ครอบคลุมสินค้าสำคัญ ได้แก่ เงาะ ลำไย มังคุด ทุเรียน องุ่น ข้าวสาลี อาหารทะเลกระป๋อง (ปลาซาร์ดีน ปลาแซลมอน ปลาแมกเคอเรล และปู) และสินค้าอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพในการส่งออก อาทิ อัญมณีและเครื่องประดับ (พลอยสี) เม็ดพลาสติก เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ พัดลม ตู้เย็น เครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์และส่วนประกอบ เครื่องสีข้าว หม้อแปลงไฟฟ้า เครื่องประมวลผลข้อมูล วงจรพิมพ์ ส่วนประกอบของเฟอร์นิเจอร์ บอลล์แบริ่ง และส่วนประกอบของเครื่องยนต์ เป็นต้น โดยคิดเป็นมูลค่าการค้าระหว่างกันในปี 2545 รวมประมาณ 91 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือร้อยละ 8 ของมูลค่าการค้ารวมสองฝ่าย เป็นการนำเข้าจากอินเดียมูลค่าประมาณ 38 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีการส่งออกไปยัง อินเดียมูลค่าประมาณ 57 ล้านเหรียญสหรัฐฯ


            รูปแบบการลดภาษี
ทั้งสองฝ่ายตกลงให้มีการลดภาษีเป็นอัตราร้อยละของอัตราที่เรียกเก็บในปัจจุบัน (Margin of Preferences: MOP) ณ วันที่ 1 มกราคม 2004 โดยลดภาษีแต่ละปี เป็นอัตราร้อยละ  50  75  และ 100  ภายใน 2 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2004 และลดลงเป็นร้อยละ 0 ในวันที่ 1 มีนาคม 2006


2. กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า (Rules of Origin)


ไทยและอินเดียได้จัดตั้งคณะทำงานกลุ่มย่อยเรื่องกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า เพื่อเจรจาจัดทำกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าที่จะใช้กับสินค้าที่จะนำมาลดภาษีในเบื้องต้น จำนวน 84 รายการ (Interim Rules of Origin) ซึ่งทั้งสองฝ่ายยังมีความเห็นที่แตกต่างกันในสาระสำคัญ ดังนี้



อินเดีย เสนอกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดมากเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับสินค้าที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ระหว่างกัน โดยใช้หลักเกณฑ์การแปรสภาพที่มากพอ (Substantial Transformation) โดยใช้เกณฑ์การผลิตที่มีการเปลี่ยนแปลงการจำแนกพิกัดในระดับ 4 หลัก ควบคู่ กับเกณฑ์อัตราส่วนวัสดุที่มีแหล่ง  กำเนิดในประเทศคู่ค้า (Local Content) อย่างน้อยร้อยละ 40 มาพิจารณาให้แหล่งกำเนิด
            ไทย เสนอหลักเกณฑ์การผลิตที่มีการเปลี่ยนแปลงการจำแนกพิกัดในระดับ 6 หลัก หรือ เกณฑ์อัตราส่วนวัสดุที่มีแหล่งกำเนิดในประเทศคู่ค้า (Local Content) อย่างน้อยร้อยละ 40 อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น ซึ่งเป็นไปตามโครงสร้างการผลิตของประเทศไทย ที่จำเป็นต้องนำวัตถุดิบเข้ามาจากต่างประเทศ


ปัจจุบัน ทั้งไทยและอินเดีย อยู่ระหว่างการเจรจาหลักเกณฑ์กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญ สำหรับสินค้าที่จะได้รับประโยชน์ระหว่างกัน และยังมีความเห็นที่แตกต่างกันมากระหว่างไทยกับอินเดีย ไทยจึงได้เสนอให้อินเดียพิจารณาหลักเกณฑ์การได้แหล่งกำเนิดเป็นรายสินค้า (Specific Rules) ตามแนวทางการเจรจาภายใต้กรอบความตกลงเขตการค้าเสรีอื่นๆ อาทิ US-Singapore, Thai-Australia เป็นต้น



สถานะล่าสุดของการเจรจากฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า
ในการประชุมครั้งล่าสุด ระหว่างวันที่ 15-16 กุมภาพันธ์ 2547 ไทยได้เสนอให้อินเดียพิจารณาสินค้าที่จะได้รับประโยชน์ระหว่างกันเป็นรายสินค้า โดยสามารถตกลงให้ใช้หลักเกณฑ์กับสินค้าต่างๆ ดังนี้


1. Wholly Obtained (WO) ทั้งสองฝ่ายตกลงให้ใช้เกณฑ์สินค้าที่ผลิตขึ้นโดยใช้วัตถุดิบภายในประเทศทั้งหมด ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรและสินแร่ จำนวน 10 รายการ


2. Non wholly obtained เป็นสินค้าที่ผลิตขึ้นหรือได้จากประเทศผู้ส่งออก โดยไม่ได้ใช้วัตถุดิบภายในประเทศทั้งหมด โดยแยกเกณฑ์การเปลี่ยนแปลงพิกัดอัตราศุลกากรในระดับพิกัด 4 หลัก (Change of Tariff Heading: CTH) และการเปลี่ยนแปลงในระดับพิกัดศุลกากรย่อย 6 หลัก (Change of Tariff Sub Heading: CTSH) ควบคู่กับสัดส่วนการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ (Local Content) ร้อยละ40 ดังนี้


- CTH + local content 40% จำนวน 30 รายการ ได้แก่ ปิโตรเคมี สปริงขดแบบก้นหอย เครื่องจักรกลการเกษตร เป็นต้น


- CTSH + local content 40% จำนวน 12 รายการ ได้แก่ เครื่องสูบ เครื่องปรับอากาศ พัดลม ส่วนประกอบของเครื่องจักร ตู้เย็น สายโทรศัพท์ หลอดภาพโทรทัศน์สี เป็นต้น


สำหรับสินค้าที่เหลือและยังไม่สามารถตกลงกันได้ จำนวน 32 รายการ เป็นสินค้าที่ไทยจะได้รับประโยชน์ จำนวน 13 รายการ ได้แก่ อาหารทะเลแปรรูป อัญมณีและเครื่องประดับ ชิ่นส่วนยานยนต์ โทรทัศน์สี เป็นต้น และจะต้องมีการหารือกันต่อไปเนื่องจากท่าทีทั้งสองฝ่ายยังมีความเห็นไม่ตรงกัน ทั้งในเรื่องการจำแนกพิกัดและการกำหนด local content ทั้งนี้ ฝ่ายไทยพยายามชี้แจงให้อินเดียเห็นว่าสินค้าบางประเภท เช่น อาหารทะเลแปรรูป หากสามารถผ่านหลักเกณฑ์การจำแนกพิกัดอัตราศุลการกรแล้ว ไม่จำเป็นต้องนำ local content มาพิจารณาควบคู่กันไป แต่อินเดียยังคงมีท่าทีชัดเจนและเข้มงวด ในเรื่องการกำหนด local content ควบคู่กันไป


ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการจัดทำ FTA ไทย-อินเดีย     


1.      จะช่วยให้เราเปิดตลาด (Market Access) ไปยังตลาดใหม่ๆ ได้มากขึ้น  


การส่งออกของไทยไปอินเดียในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาค่อนข้างผันผวน เช่นในปีที่ผ่านมาอินเดียลดการนำเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์จากไทยเป็นจำนวนมาก ขณะที่การส่งออกสินค้าอื่นๆ ก็ทำได้ลำบาก เนื่องจากมีอัตราภาษีนำเข้าสูง และมีมาตรการกีดกันที่มิใช่ภาษีมาก จนทำให้ไทยไม่สามารถขยายการส่งออกในตลาดนี้ได้มากนัก ดังนั้น FTA จะเป็นกลไกสำคัญที่จะลดอุปสรรคและข้อกีดกันทางการค้าในการส่งออกของไทยไปยังอินเดีย และเป็นการเปิดตลาดการส่งออกให้ไทยได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน อินเดียจะเป็นประตู (gateway) นำไปสู่การเจาะตลาดการค้าอื่นๆ ในกลุ่มประเทศเอเชียใต้


2.      เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness)


ไทยยังจะได้รับประโยชน์จากการนำเข้าวัตถุดิบจากอินเดีย ซึ่งเป็นแหล่งวัตถุดิบที่มีราคาถูก โดยเฉพาะสินค้าประมง เครื่องเพชรพลอย เหล็กและเหล็กกล้า และปุ๋ย ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตในภาคอุตสาหกรรมของไทย อันจะนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ทั้งในด้านการผลิตภายในประเทศและการส่งออก



3.      ทำให้มูลค่าการค้าและการลงทุนขยายตัว


เมื่อมีการเปิดตลาดโดยลดอุปสรรคและข้อกีดกันทางการค้าระหว่างกันแล้ว จะทำให้การค้าระหว่างไทยและอินเดียเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยลดการขาดดุลทางการค้า และมีการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยอาจเน้นการผลิตหรือการลงทุนเฉพาะในสินค้าและบริการ ที่แต่ละฝ่ายมีความได้เปรียบเมื่อมีการลด/ยกเลิกข้อกีดกัน


ในส่วนของสินค้าไทยที่คาดว่าจะขยายตัวได้มาก เช่น สินค้าเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เส้นใยประดิษฐ์ ยานยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เม็ดพลาสติกและผลิตภัณฑ์พลาสติก และเครื่องสำอาง เป็นต้น



4.      นำไปสู่การร่วมเป็นหุ้นส่วนธุรกิจในประเทศที่สาม (Business Partnerships in Third Countries) 


ธุรกิจไทยและอินเดียมีความเกื้อหนุนกันทั้งในด้านความสามารถ ด้านเทคนิค แหล่งสนับสนุนทางการเงิน และความรู้ความสามารถด้านการตลาด การเป็นหุ้นส่วนระหว่างองค์กรธุรกิจ หรือเป็นพันธมิตรทางการค้าในประเทศที่สาม จะช่วยให้ทั้งไทยและอินเดียยกระดับความเข้มแข็งในขีดความสามารถและความชำนาญที่เกื้อหนุนกันทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะในธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ที่มีความจำกัดด้านทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นด้านเงินทุน บุคลากรและเทคนิค



5.      ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในสาขาต่างๆ


- เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร: อินเดียเป็นประเทศที่มีบทบาททางด้านการพัฒนาซอฟแวร์คอมพิวเตอร์ รวมถึงเทคโนโลยีที่ใช้ในการสื่อสาร ดังนั้น ความรวมมือที่ใกล้ชิดระหว่างกัน จะมีส่วนช่วยให้ไทยมีการพัฒนาเทคโนโลยี โดยเฉพาะด้านการสื่อสารทางไกล ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ และการขยายตลาดระหว่างประเทศของไทย 


- การท่องเที่ยว: ไทยและอินเดียเป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเที่ยวเป็นจำนวนมากในแต่ละปี การรณรงค์ส่งเสริมความร่วมมือทางด้านการท่องเที่ยวร่วมกัน จึงเป็นประเด็นความร่วมมือที่สำคัญ รวมถึงการลงทุนร่วมกันในส่วนที่เกี่ยวกับการอำนวยความสะดวกด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เช่น ภัตตาคาร โรงแรม บริษัทนำเที่ยว เป็นต้น


- การเงินและการธนาคาร: จากการที่ประเทศในเอเชียที่สำคัญหลายประเทศ เคยประสบปัญหาการขาดแคลนเงินทุน เพื่อการพัฒนาและการผลิตเพื่อส่งออกในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจนั้น ความร่วมมือทางด้านการเงินและการธนาคารในระหว่างประเทศในแถบเอเซียด้วยกัน จะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้เกิดเสถียรภาพทางการเงินได้ในระดับหนึ่ง การปรับตัวและพัฒนาขีดความสามารถของสาขาการเงินและการธนาคารร่วมกัน จะมีส่วนช่วยให้การค้าระหว่างไทยกับอินเดียกระทำได้กว้างขวางขึ้น


- การศึกษา: ความร่วมมือทางการศึกษาระหว่าง ไทย-อินเดีย จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะก่อให้เกิดกิจกรรมทางด้านการศึกษาระหว่างประเทศ โดยอินเดียจะเป็นผู้ชำนาญการ และไทยเป็นแหล่งให้การศึกษาและการฝึกอบรม


อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการเปิดเสรีแล้ว สินค้าอุตสาหกรรมบางชนิดของไทย อาจเป็นรองอินเดียในด้านการผลิตเพื่อส่งออก เช่น สินค้าสิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูป เนื่องจากเป็นการส่งออกสินค้าที่คล้ายคลึงกัน โดยต้องแข่งขันกับอินเดียที่มีความได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิต เช่น ปัจจัยด้านแรงงานและวัตถุดิบ อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัว และพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการค้าสิ่งทอให้มากขึ้น ทั้งด้านการลดต้นทุนการผลิต การปรับปรุงเครื่องจักรและเทคโนโลยีการผลิต การพัฒนาการตลาดในเชิงรุกด้วยการส่งเสริมการสร้างตราสินค้า การออกแบบ เป็นต้น เพื่อเป็นรองรับกระแสการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในปัจจุบัน ทั้งจากคู่แข่งที่ได้เปรียบด้านราคาอย่างอินเดีย จีน และอินโดนีเซีย รวมทั้งเป็นการเตรียมพร้อมก่อนการเปิดเสรีตลาดนำเข้าสิ่งทออย่างเป็นทางการในปี 2548 ของประเทศผู้นำเข้าสิ่งทอหลักของโลก เช่น สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป เป็นต้น



สรุป


            การจัดทำ FTA ระหว่างไทย-อินเดีย คงไม่ได้ทำให้เราได้รับประโยชน์แต่เพียงฝ่ายเดียว แน่นอนว่าจะต้องเกิดผลกระทบต่อฝ่ายต่างๆ บ้าง แต่ผลประโยชน์โดยรวมที่ประเทศไทยจะได้รับต้องมากกว่าแน่นอน


            จากการสัมมนาในวันนี้ เราคงต้องร่วมมือกันหาทางเตรียมรับมือกับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งในขณะนี้ ไทยกำลังอยู่ในระหว่างการเจรจารายละเอียดเรื่องต่างๆ กับอินเดีย ซึ่งเรื่องสำคัญที่จะต้องเจรจากันต่อไป คงจะเป็นการจัดทำกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า การเปิดเสรีการค้าบริการ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในสาขาต่างๆ ซึ่ง  จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือภาคเอกชน ในการจัดเตรียมข้อมูลเพื่อใช้เห็นท่าทีประกอบการเจรจา FTA กับอินเดีย ต่อไป



______________________________


 


สำนักยุโรป เอเซียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา


กุมภาพันธ์ 2547
 



__________________
Page 1 of 1  sorted by
 
Quick Reply

Please log in to post quick replies.

Tweet this page Post to Digg Post to Del.icio.us


Create your own FREE Forum
Report Abuse
Powered by ActiveBoard